วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Sometimes Fail Awards: 10 Brands ... ภาค 1/3

สวัสดีครับทุกท่าน ช่วงนี้วงการแบรนด์อาจจะเงียบๆ ไปบ้าง ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก

ผมเลยถือโอกาสนี้ ย้อนเวลาไปทบทวนเรื่องราวของแบรนด์ต่างๆ ที่บางครั้งอาจจะมีเดินเกมพลาดไปบ้าง

ครั้งนี้พิเศษหน่อย ขอมอบ "Sometimes Fail Awards" หรือ "รางวัลบางครั้งก็พลาดกันได้" ให้เลย

ซึ่งรางวัลก็จะออกแนวหยิกแกมหยอก หรือติเพื่อก่อ มาเริ่มกันเลยครับ...


อันดับที่ 1: รางวัล Re-Brand แล้ว "งง"

ได้แก่ ..... แต่น แตน แต้น ..... AIS คร้าบบบบบ

แบรนด์ AIS เป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีกิจกรรมทางการตลาดตลอด มีโครงการดีๆ มากมาย เช่น Serenade (สุดยอด CRM Program) และโครงการสานรัก (สุดยอด CSR Program)

รวมถึงมีแคมเปญน้องอุ่นใจ ที่มอบ Promotion ดีๆ ให้กับผู้ใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง ...
แต่แล้วก็ได้มีการ Re-Brand ครั้งใหญ่ ปรับโลโก้ ปรับสี ปรับ CI (Corporate Identity) เกือบหมด และก็ได้ออกแคมเปญการตลาด เพื่อสนับสนุนสโลแกนใหม่ "ชีวิตในแบบของคุณ"

จากเดิม
กลายเป็น
ตามหลักทั่วไปๆ ของการ Re-Brand มันจะเกิดขึ้นตอนที่บริษัทวิจัยพบว่า แบรนด์ปัจจุบันเริ่มดูแก่ ล่าสมัย เข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย จึงต้องมีการ Re-Brand ซะ โดยเฉพาะถ้าเป็นการทำ Re-Corporate Brand ด้วยแล้ว จะเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะต้องเปลี่ยนแปลงทุกเอกสาร ทุกจุดสัมผัส ทุกอย่างใหม่หมด ... และงบที่ใช้ก็จะมหาศาลมาก

สำหรับแบรนด์ AIS ผมพอเข้าใจเหตุผลทางการตลาดในการ Re-Brand เพราะแบรนด์ AIS ดูเป็นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ อาจเข้าไม่ถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างแบรนด์ DTAC และ TRUE MOVE ... แต่การปรับครั้งนี้ ผม "งง" มากว่าปรับไปแล้ว ไม่เห็นจะรู้สึกแตกต่างกับของเก่า ... Logo ใหม่ ก็ "งง" มันคืออะไร ทำไมต้องเป็นอันนี้ ... หาข้อมูลไป หาข้อมูลมา ก็พบว่า ... อ้อ เปลี่ยนตามแบรนด์ INTOUCH (เป็นบริษัทที่เปลี่ยนชื่อมาจาก ชินคอร์ป) ... มาจากสัญลักษณ์ใบไม้ และรอยยิ้ม ... ตรงไหนหว่า !!! ดูยังไงมันก็คล้ายคลึงกับแบรนด์โดฟ เหลือเกิน ... เอาลองเทียบกันดูครับ
ก็ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลการเมือง หรือเหตุผลอะไรก็ตาม ที่ AIS ปรับโลโก้มาเป็นโดฟ เอ้ย เป็น INTOUCH  ปรับสีจากน้ำเงินเป็นเขียว และปรับ CI อื่นๆ อีกมากมาย ครั้งนี้ก็เหมาะสมที่สุดแล้วครับ ที่จะได้รับรางวัล Re-Brand แล้ว "งง" ไปครองโดยปราศจากคู่แข่ง

หมายเหตุ: เทียบกับแบรนด์ DTAC ที่ Re-Brand แล้ว คนละเรื่องกันเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่า AIS จะพลาดได้ขนาดนี้


อันดับที่ 2: รางวัลแบรนด์ที่หาจุดจำไม่ได้

ได้แก่ .... แต่น แตน แต้น ... บัตรเครดิตธนาคารกรุง ... กรุง ... กรุงเทพครับ

ธนาคารกรุงเทพ จริงๆ แล้วเป็นธนาคารเบอร์หนึ่งของเมืองไทย ด้วยยอดกำไรสูงที่สุด แต่สำหรับตลาดรายย่อย หรือตลาด Retails แล้ว จัดว่าถูก SCB และ KBAK ทิ้งห่างเยอะทีเดียว ... เลยมาออกบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ เพื่อขยายฐานลูกค้ารายย่อย ... มาดูแคมเปญโฆษณาสร้างแบรนด์ของเค้ากันครับ

โฆษณาเยอะมากตาม Print Ads และ Billboard ในเมือง ... Key Message เข้าใจว่า ... พยายามจะบอกถึง ส่วนลดพิเศษต่างๆ ที่ได้จากการใช้บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ... แต่จำไม่ค่อยได้เลยจริงๆ

มาดูผลที่เกิดขึ้นกันครับ ... 

1.) โฆษณาขาดรูปแบบ (Pattern) - ดูผ่านๆ จะไม่รู้ว่าคือ ของบัตรธนาคารกรุงเทพ
2.) โฆษณาขาดการสร้างอารมณ์ของผลิตภัณฑ์ - ปล่อยให้แบรนด์พันธมิตร เด่น ขโมยซีนตลอด
3.) โฆษณามักใส่รายละเอียดเยอะมาก - กลัวว่าคนจะไม่รู้ว่า มีดี แต่พอใส่เยอะๆ กลายเป็นรกไปหมด

สรุปคือ ใช้เงินไปเยอะทั้งการทำ Promotion การทำโฆษณา แต่ขาดการสร้าง Product Branding โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ของผู้ถือบัตร ... ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก 

ลองคิดดูสิครับ ... ยื่นบัตรเครดิต Citibank, SCB, KBANK หรือ KTC ล้วนดูดี ดูเท่ ดูน่าใช้ บ่งบอกรสนิยม กว่าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพเยอะ 

ก็ถือว่าเหมาะสมกับรางวัลนี้แล้วครับ ... รางวัลแบรนด์ที่หาจุดจำไม่ได้

หมายเหตุ: ชื่อบัตรยาวมาก ... บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ... จะให้ดี ก็หาชื่อสั้นๆ ชื่อย่อ ให้จำง่ายกว่านี้ จะดีกว่าครับ และที่สำคัญคำว่า ธนาคารกรุงเทพ กับคนรุ่นใหม่ ดูมันไปกันไม่ค่อยได้ แบบเพลงพี่หมู Muzu "เข้ากันไม่ได้" นะครับ


อันดับที่ 3: รางวัลแบรนด์ม้าตีนต้น

ได้แก่ .... แต่น แตน แต้น ... แบรนด์ Soken ครับ

Soken หรือโซเคน เปิดตัวครั้งแรก เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ด้วยสุดยอดโฆษณาชุด Titanic และ Kill Bill






สำหรับโฆษณาทั้ง 2  ชุดนี้ เชื่อไหมครับว่า ได้รางวัลระดับโลกเยอะมาก ... รับไปถึง 14 รางวัล 5 เวทีระดับโลก และที่น่าประทับใจที่สุดคือ รางวัล Gold Lion เวที Cannes 2004 ... แต่ที่สำคัญคือ ส่งผลให้แบรนด์ Soken เกิด และมียอดขายถล่มทลาย

แต่พอเวลาผ่านไป ... ผ่านไป ... ผ่านไป ... ท่านเจ้าของบริษัทเริ่มเล่นมุขเถ้าแก่คือ ใช้เงินต่อเงิน โดยเน้นทำตลาดด้วย Incentive กับพนักงานขาย คือขายได้เท่าไหร่ ก็แบ่งๆ กันไป ละทิ้งจุดแข็งเดิมคือ การสร้างแบรนด์

แน่นอนว่า ถึงมารู้ตัวตอนนี้ก็ไม่รู้จะสายไปไหม ... Soken ยังคงมีวางขายอยู่ครับ แต่ขาดซึ่งการถามหาจากลูกค้าเหมือนสมัยเฟื่องฟู จนไปถึงถูกมองว่าเป็นแบรนด์จีนแดง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ด้วยซ้ำไป เพราะเล่นแต่ลดราคาไม่เลิก ... และพอออกโฆษณาตัวใหม่ ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นหรือแตกต่าง กลายเป็นตลกฝืดด้วยซ้ำ



ก็ถือว่าเหมาะสมแล้วกับ ... รางวัลแบรนด์ม้าตีนต้น ครับ ... ออกตัวซะแรง แต่แผ่วทั้งกลางและปลาย ไปอย่างน่าใจหาย และน่าเสียดาย

หมายเหตุ: อยากให้แบรนด์หาทางกลับมาได้ คงต้องหามุขใหม่ๆ ฉีกๆ ไปเลย แทนที่จะเล่นกับของเดิมเรื่อง Functional Benefits หรือประโยชน์จากการใช้งาน ซึ่ง 10 ปีก่อน อาจจะ Work แต่ยุคนี้ คนไม่ต้องการกันแล้วครับ เค้าต้องการ Emotional Values หรือคุณค่าทางอารมณ์กันมากกว่า แบบ Samsung ที่เน้น Design และ Presenter ไง คุณลุงโซเคน
.
.
.
ก็ขอจบภาคแรก เอาไว้ที่ 3 รางวัลก่อนนะครับ

ส่วนรางวัลอื่นๆ ที่เหลือ จะตามมาในภาคสองและภาคสาม

แล้วเจอกันครับ

Wikran M.
.
.
>> Sometimes Fail Awards ภาค 2
>> Sometimes Fail Awards ภาค 3


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 




วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Maxnum: แม็กนั่ม เดินตาเดียว กินทั้งกระดาน

ผมว่าจะไม่เขียนเรื่อง ไอศครีม Maxnum แล้วนะครับ

เพราะเห็นคนเขียนถึงกันมากมาย ...

จนแล้ว จนรอด นึกว่ากระแสมันจะหมดไปแล้ว แต่พี่ ป้า น้า อา ผมยังฮิตกินแม็กนั่ม กันไม่เลิก และลามไปถึง คอร์นเนตโต และไอศครีมแท่งตัวอื่นๆ ด้วย

กระทั่งล่าสุด ผมไป Major ที่เมกะ บางนา ก็ยังเห็นเด็กๆ นักเรียน นักศึกษา ไปถ่ายรูปกับ Display สุดหรู ที่วางไว้ โฆษณาเจ้าแม็กนั่ม ณ โรงภาพยนต์


และจากที่ได้ยินได้ฟังมา งวดนี้ ป๋ายูนิ (Unilever) ได้ทุ่มทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างกระแสของแม็กนั่มให้กลับมา ทำอะไรไปบ้างมาดูกัน





สำหรับเครื่องมือสื่อสารการตลาดที่ใช้ (IMC Tools) ก็ว่ากันไป ตามหลัก Mass Re-Launch หรือการกลับมาเปิดตัวใหม่ ให้รับรู้เป็นวงกว้าง ... สื่อหลักๆ ที่ใช้คือ จัดงานเปิดตัว (Event) ทำสื่อสิ่งพิมพ์ (Print Ads) และที่เห็นแน้นจริงๆ คือ การทำ Online Marketing ... โดยเฉพาะ Social Network

ถ้าอ่านเกมกันให้ลึก ในไอเดียการตลาดแล้วล่ะก็ ถือว่าทีมที่คิด ... เก่งมาก !!!

เลือกคนที่ถือว่าเป็นกลุ่มผู้นำเทรนด์ในบ้านเรา จับมากินไอติม ทำหน้าตาสุดยอด สุขสุดๆ (หรือที่เรียกกันว่า "ฟิน") แล้วก็บุกแหลก ในโลกออนไลน์ ... จนเกิดพฤติกรรมเลียนแบบกันไปพักหนึ่งคือ เพื่อนๆ ผม ถ่ายรูปตอนกินแม็กนั่ม แล้วโพสลง Facebook แชร์ให้เพื่อนๆ ดู ... เหมือนกับเป็นกระแส ที่ต้องทำ

ถือว่าทีมการตลาดแม็กนั่ม เข้าใจกลุ่มเป้าหมายคนไทย อย่างแท้จริง เข้าใจพฤติกรรม และเข้าใจค่านิยม ปัจจุบัน ... ลองถ้าแม็กนั่ม ไม่เป็นกระแสสิครับ จ้างให้ถ่ายลง ยังไม่มีใครเอาเลย ... อายเพื่อนกันหมด !!!

อีกเรี่องที่ไม่พูดไม่ได้คือ เรื่องราคา มีหลายกระแสพูดว่า แม็กนั่มแพงจัง จากแต่ก่อน 20 เด๋วนี้ขาย 40 บาท
คือ ผมรับฟังและก็คิดตามนะครับ ... คาดว่ากลุ่มนี้ คงออกแนว บ่น แต่ก็ซื้อกิน ... เม้นท์ไว้ก่อน ... เพราะเอาเข้าจริงๆ ถามว่า คุณไปกิน Swensens ผมว่าพอๆ กัน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไปกิน Haagen-Dazs อันนี้ขาโหด แพงกว่าแน่นอน

สรุป ไม่รู้ว่าเจ้าแม็กนั่ม จะกลับมาได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ รู้เพียงอย่างเดียวว่า คนรอบตัวผมกินกันหมด และลามไปถึงไอศครีมตัวอื่นๆ ... จนผม ก็อดไม่ได้ ต้องซื้อมากิน ... และแน่นอนตามหลัก Emotional Marketing ... ตอนผมทาน ผมรู้สึกได้ว่ามัน อร่อยมากๆ (ถ้าไม่มีการทำ Re-Launch คงไม่รู้สึกอร่อยขนาดนี้)

ก็ขอชมเชยครับ ... เปิดตัวกลับมาได้สวย ... เรียกว่า "เดินหมาก ตาเดียว กะกินทั้งกระดาน" เลยทีเดียว ซึ่งหมายถึง ดันแม็กนั่ม ให้กลับมาเกิด จะส่งผลต่อ ไอศครีมตัวอื่นๆ ในเครือบริษัท (เพราะช่องทางจัดจำหน่ายเดียวกัน) และส่งผลต่อไปถึงตลาดไอติม ให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนกลับมาซื้อไอศครีมแท่งกิน

สุดท้าย ก่อนจากผมขอทิ้งท้าย นิยามของเจ้าคำว่า "ฟิน" และคำที่เกี่ยวข้อง เอาไว้ (เล่นเอาผมงงไปพักหนึ่ง เหมือนกัน อะไรว่า "ฟิน")

"ฟิน แปลว่า สุดยอด เริ่ด อารมณ์ที่มันสุดยอด 
มาจากคำว่า Finale แปลว่า เริ่ดสุดๆ"

เครดิต: คำแปลมาจาก Facebook พี่สาวผมเองครับ พี่ผมเค้าอินกะแม็กนั่มมาก ^^

แล้วเจอกันใหม่ ตอนหน้าครับ...

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Mobile Market: ตลาดมือถือนี่นี้ ... ใครครอง

หลายๆ ท่านคงทราบไปแล้วว่า ตอนนี้มือถือที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลกคือ "ซัมซุง" อันดับสองคือ "โนเกีย" และอันดับที่สามคือ "ไอโฟน"

ด้วยยอดไตรมาสแรกของปี 55 ซัมซุงมียอดขายถึง 86.6 ล้านเครื่อง ทั่วโลก โนเกียมียอดขาย 83 ล้านเครือง และไอโฟนมียอดขาย 33 ล้านเครื่อง
โนเกียเคยครองแชมป์ตลาดมือถือมาติดต่อกัน 14 ปี ตั้งแต่ช่วงตลาดมือถือบูม...

แต่แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น ... ถึงได้เสียแชมป์ 

นี้ยังไม่ได้นับตลาดสมาร์ทโฟน ที่เบอร์หนึ่งคือ ซัมซุง เบอร์สองคือ ไอโฟน และเบอร์สามคือ โนเกีย

อะไรคือ ข้อผิดพลาดของโนเกีย ที่เกิดขึ้น !!!
เท่าที่มองคือ ...

1.) โนเกียไม่มี Innovation หรือนวัตกรรม ที่เป็นของตนเอง
2.) โนเกียยึดติดกับอดีตมากเกินไป ว่าเคยทำอะไรสำเร็จมา ก็จะทำแต่อย่างนั้น
3.) โนเกียเข้าไม่ถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่แบรนด์และฟังค์ชั่นของเครื่อง

นี้แหละครับ ยักษ์ใหญ่ ... ล้มดัง !!!

วันนี้แทบจะกล่าวได้ว่า โนเกียเหลือแต่ชื่อแล้ว ... และยังไม่รู้ว่ามีหนทางไหน ที่จะดึงแบรนด์ของตนเองกลับเข้าไปนั่งในใจของผู้ใช้มือถือยุคใหม่อีกครั้ง
.
.
.
สำหรับบ้านเรา 

ถ้าจะเท่ก็ต้อง ... ไอโฟน กาแล็กซี่ (ซัมซุง) และบีบี
ถ้าจะแมสก็ต้อง ... จีเน็ท
ถ้าจะขายคนสูงวัย ... ที่กำลังมาตอนนี้คือ อาม่าโฟน

ดังนั้นในภาพรวม ตลาดมือถือบ้านเรา ... 

"คนที่อยู่ได้ในตลาด คือ คนที่จับพฤติกรรมผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มได้"

สำหรับตลาดคนไอที ชื่นชอบสมาร์ทโฟน ไล่มาตั้งแต่ บีบี จากยุครุ่งเรือง จนมาถึงยุคแผ่วลงไปเยอะ (คนหันเป็นเล่น What's app และ Line กันเยอะ) ยุคไอโฟน ที่ปัจจุบันคนก็ชักจะใข้กันทั้งบ้านทั้งเมือง จนเกล่อ ไม่เท่เหมือนในอดีต ... มาจนถึงยุค กาแล็กซี่ โน็ต ที่เค้าว่า ฟังค์ชั่นดีกว่า แรงกว่า คนก็หันมาเล่นกันเยอะขึ้น ... ก็เรียกได้ว่า ยุคใคร ยุคมัน ครับ สำหรับตลาดนี้ 

แต่ถ้าตลาดแมส ก็ต้อง จีเน็ท ของน้องปอย สองซิม เท่านั้น ... แรงดีไม่มีตก

และที่เป็นกระแสมือถือคนสูงวัย ... ก็อาม่าโฟน ที่มาแรงแซงโค้ง ไปเลย !!!

แล้วพี่ใหญ่โนเกีย น้องรองโมโตโรล่า น้องเล็กอีริกสันล่ะ หายไปไหน ... ก็ยังอยู่ครับ แต่ไม่รู้จะไปกลุ่มไหนดี

วันนี้ ก็ได้แต่ต้องฝากความหวังไว้กับรุ่นใหม่ๆ ที่คิดว่าจะเอาชนะใจผู้บริโภค และแบรนด์คู่แข่งได้

แต่ถ้ายังหากลุ่มที่ชัดเจนไม่ได้ ก็จะทำให้แบรนด์มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจน ... แบรนด์มีจุดยืนไม่ชัดเจน ... แล้วใครจะจำได้ล่ะครับ ว่า "คุณเก่งอะไร" 

จำไว้เสมอครับว่า หมดยุคแล้ว ที่แบรนด์หนึ่งแบรนด์จะ ... "เก่งทุกเรื่อง" (เก่งแค่เรื่องหรือสองเรื่อง ... ให้คนจำได้ก็พอครับ)

ถ้าจะแตกออกไปให้เก่งในแต่ละเรื่อง ก็ทำเป็นแบรนด์ย่อย หรือ Sub Brand ดีกว่า เช่น ซัมซุง ที่แตกออกเป็นแบรนด์กาแล็กซี่ ...
.
.
.
สุดท้าย ตลาดมือถือนี่นี้ ... ผู้บริโภคครอง 100% จ้า ^^

แบรนด์ไหนไม่เชื่อลองออกมาซักรุ่น ... ที่ขัดใจบรรดาสาวกดูสิ ... รับรองล้มเป็นโดมิโนแน่ ฟันธง !!! 

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การตลาดสไตล์ ... ชูวิทย์

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้อง ...

วันนี้อ่านข่าว เห็นคุณชูวิทย์ลุยบ่อน ... สไตล์ใหม่ ออกแนว Reality Show ... สดจริง เจ็บจริง !!!
ต้องยอมรับว่า คุณชูวิทย์ เป็นแนวพูดจริง ทำจริง ... 

ถ้าเป็นแบรนด์ก็ออกแนว ... Radical Brand หรือแบรนด์กบฏ ... ฉีกกฏทุกอย่าง 

สร้างแนวทางของตนเอง ในเรื่อง แฉ แฉ แฉ ... มีผลงานมากมาย

แต่ถ้าให้วิเคราะห์ ... คุณชูวิทย์มักจะจับเรื่องที่ Touching ชาวบ้านได้ง่าย และเรื่องที่เป็นกระแสอยู่ คือ เอาเรื่องใกล้ตัวชาวบ้าน ที่ทุกคนรู้ๆ กันอยู่ แต่ทำไม่สนใจ เช่น เรื่องหนังสือพิมพ์บอล ที่ลงราคาบอล เป็นต้น

ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็มีมูลนิธิปวีณา ... ที่เคยโด่งดัง ลุยเรื่องสิทธิสตรีกันเต็มเหนี่ยว ... ก็ยอมรับนะครับ ว่าของเค้าดี มีสไตล์ และทำประโยชน์ให้บ้านเมือง
แต่ถ้าเป็นเจ๊อีกคน อันนี้ออกแนว ลุยถั่วเรื่องชู้สาว เกาะกระแสตลอดๆ ข่าวไหน ไม่ดัง เจ๊ไม่ออก ... ล่าสุดก็ออกสื่อมาแบบหักมุม ขอโทษและหอมแก้มโชว์เฉย ... ฮา
ถึงปัจจุบัน ผมว่านักการเมืองคงต้องเริ่มสร้างแบรนด์ตัวเองให้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาของประชาชน ... ต่างจังหวัด อาจจะยังใช้หลัก Sale Incentive หรือกระตุ้นยอดกา ด้วยเงิน แต่ถ้าในเมือง ... ผู้คนไม่ได้สนใจเรื่องเงิน แต่จะมองที่ผลงาน และประโยชน์ที่เค้าทำให้สังคมมากกว่า ...

"จำไว้ว่า 1 แบรนด์ เก่งได้ไม่กี่เรื่อง ถ้าจะให้ดีก็ เก่งเรื่องเดียวไปเลย ... คุณชูวิทย์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เก่งเรื่อง การปราบอบายมุขในสังคม" 

ครั้งหน้า ถ้ามีเลือกตั้งอีก คุณชูวิทย์ ได้ผม 1 เสียงแน่นอน ... ชอบจริงๆ สไตล์นี้ สุดยอด !!! 

Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

MLM ของจริง หรือ หลอกลวง

เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปคุยกับเจ้าของบริษัท MLM บริษัทหนึ่ง เนื่องด้วยอาจได้ทำธุรกิจอาหารเสริมร่วมกันในอนาคต

ได้ข้อมูลแบบ Insight มามากมายทีเดียว ... อยากรู้กันไหมครับ !!!



แต่ก่อนอื่น มารู้จัก MLM กันก่อน ... MLM ย่อมาจาก Multi-Level Marketing

เป็นการทำตลาดขายตรง (Direct Sales) รูปแบบหนึ่ง ... แต่เป็นการทำตลาดแบบหลายชั้น (MLM) ได้รายได้หลายทางเช่น จากทีม จากการขาย เป็นต้น แล้วแต่แผนธุรกิจของแต่ละบริษัท ... ซึ่งถ้าเป็นการทำตลาดแบบชั้นเดียว (SLM - Single Level Marketing) จะได้รายได้จากการขายสินค้าเท่านั้น เช่น Mistine เป็นต้น

และเมื่อมันเป็นการขายตรง ดังนั้นบริษัทเจ้าของต้องขายสินค้าผ่านสมาชิกของบริษัทเท่านั้น ไม่สามารถนำไปวางขายปลีกได้ เช่น Big C, Lotus และ 7-11 
.
.
.
วันนี้ผมจะมาเล่า ข้อมูลทั้งหมดที่ผมมี ซึ่งหวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน ที่คิดอยากจะทำครับ

1.) การดูบริษัท MLM ว่าของจริงหรือหลอกลวง ดูอย่างไร

- ถ้าเป็นเชิงหลักฐาน ให้ขอดูใบอนุญาติของทาง สคบ. จากคนที่มาชวน เพราะสคบ. จะเป็นหน่วยงานที่ออกใบอนุญาติแผนธุรกิจของบริษัท MLM ทุกบริษัท >>> ถ้ามีก็ของจริง ถ้าไม่มีก็แชร์ลูกโซ่ดีๆ นี่เอง

*แชร์ลูกโซ่ คือวิธีหมุนเงิน จากคนสมัครที่หลัง มาให้คนสมัครก่อนหน้า โดยการหลอกลวงคนที่มาสมัคร อ้างว่า เป็นการลงทุนทำธุรกิจ MLM แล้วก็หมุนเงินไปทำอย่างอื่น สุดท้ายเจ้าของก็หายตัวไป ... ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายครับ

- ถ้ามีคนมาชวนทำ แล้วบอกว่าต้องลงทุนเป็นหมื่น เป็นแสน แล้วจะสำเร็จได้เงินเป็นล้่าน อะไรก็ตาม ให้คุณขอดูคู่มือนักธุรกิจ แล้วอ่านตรงระเบียบบริษัท ในเรื่องเงื่อนไขการเป็นนักธุรกิจและการรักษายอดขั้นต่ำต่อเดือน เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่า จริงๆ แล้วคุณต้องจ่ายเท่าไหร่ >>> คิดง่ายๆ ถ้าคุณลงทุนเป็นแสน คุณจะชวนใครให้มาลงทุนเป็นแสนแบบคุณได้ อย่างนี้หลอกลวงแน่นอนครับ จ่ายเท่าที่ควรจ่ายพอ เงินเรานะครับ จะใช้ จะลงทุน ต้องคิดผลตอบแทนดีๆ

2.) อะไรคือ แม่ทีม

- แม่ทีม เป็นศัพท์ที่คุณต้องรู้จัก เพราะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการกำหนดความสำเร็จของคุณในธุรกิจนี้เลยทีเดียว ... แม่ทีม หรือ ผู้นำ คือคนที่ช่วยคุณวางแผนการทำงาน เป็นคนสอนงานคุณถึงวิธีคิดและวิธีทำ ... ถ้าเจอแม่ทีมดี โอกาสสำเร็จก็สูง ... ถ้าเจอไม่ดี ... ประมาณหลอกให้ลงตังค์เยอะ ... ก็เตรียมตัวโดนต้มได้เลยครับ

- แม่ทีม ในมุมของเจ้าของบริษัท MLM คงเปรียบได้เหมือนผู้บริหารระดับสูง ... หากบริษัทมีแม่ทีมดี มีแม่ทีมเก่งเยอะ ... ก็จะเติบโตแบบก้าวกระโดด ... แต่แม่ทีมประเภท เปลี่ยนบริษัทมาเยอะก็ต้องระวัง ... เพราะแม่ทีมเหล่านี้แหละ ที่หลอกเจ้าของบริษัท ... ขอเงินพิเศษต่างหาก ... แล้วจะขนคนมาสมัครเยอะๆ ทำธุรกิจเยอะๆ ... แต่สุดท้ายทำไม่ได้จริง ... ก็เสียตังค์ฟรีไป

- เพราะฉะนั้น หากคุณโดนชวนให้ทำธุรกิจ คุณต้องดูแม่ทีมหรือผู้นำก่อน ... ข้อดีคือ พวกนี้เค้าทำเป็นอาชีพ ไม่เลิกหรอก ... แต่ถ้าเป็นเพื่อนเราทำๆ ไป ไม่เวิร์ค ก็เลิกแน่นอน ... ลองถามเค้าดูครับว่า ทำอะไรมาก่อนบ้าง ... ถ้าทำมาหลายที่ ยังงี้อาจจะเสี่ยงหน่อย ... เพราะมีโอกาสเปลี่ยนอีก

3.) มือใหม่ป้ายแดง อยากทำ ดีหรือไม่ดี

- ธุรกิจ MLM จริงๆ แล้ว ถ้าเปิดใจเป็นกลาง รับฟังข้อมูล ... จะรู้ว่ามันดี มันสอนให้คนหาเงิน ... ไม่ใช่ วันๆ เอาแต่ใช้เงิน ... แต่ก็มีบางส่วนที่ทำแล้ว ... อยากสำเร็จเร็ว ก็ใช้วิธีลัดบ้าง ไปหลอกคนนั้น คนนี้ ให้ซื้อของเยอะๆ ไปบอกเค้าว่า ไม่ต้องทำอะไร ก็ได้เงิน หรือบางคนยอมหลอกตัวเอง ซื้อเยอะ ยอมเป็นหนี้ เป็นสินเอง ... เพื่อที่จะนำรายได้หรือภาพความสำเร็จ ไปหลอกคนอื่นต่อไป ... เพราะฉะนั้น จะดีหรือไม่ดี ให้ดูที่วิธีคิดและวิธีการทำงาน ครับ

- เจ้าของบริษัท MLM บางทีก็สงสาร พวกลูกทีม ที่โดนเค้าหลอกมา ... เพราะสุดท้ายแม่ทีม ชิ่งหนีไป ... แต่บริษัทยังเปิดอยู่ ... คนก็มาร้องเรียนกับเจ้าของบริษัท ... ถ้าเจ้าของบริษัทดี ก็จะวางกฏระเบียบเข้มข้น ไม่ให้เกิดน้ำเสียในบริษัท ... ไม่งั้นระยะยาว ไม่มีใครเชื่อถือบริษัทครับ

4.) อะไรบ้าง ที่คนที่คิดจะทำ ควรรู้ และควรต่อรอง

- ถ้าคุณเป็นมือใหม่ป้ายแดง มีคนมาชวนแล้ว สิ่งที่คุณเจอแน่ๆ คือ การเปิดใจ ... การเปิดใจ จะมาในรูปแบบ พาไปที่ประชุมบ้าง พาไปที่อบรมบ้าง ไปงานต่างๆ บ้าง หรือนัดเจอคนสำเร็จ มีรายได้หลักแสน หลักล้านบ้าง ... พวกนี้ ลองไปดูครับ แต่อย่าให้บรรยากาศครอบงำมาก ... จนไม่มีสติคิด ... ที่สำคัญ คุณต้องกล้าขอดูหลักฐานครับ ... ใครบอกได้แสนได้ล้าน ... ขอดูบัญชีธนาคารเลยครับ ... โอนเข้าจริงไหม เข้าทุกเดือนไหม ... ประเภท ปั่นหุ้นตัวเอง ขึ้นเดือนเดียว แล้วลงยาว ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยไป ... ที่สำคัญ เงินอยู่ในกระเป๋าเราอยู่ดีๆ ... อย่าควักออกง่ายนัก ... คิดให้ดีๆ คิดอย่างมีสติ ... ก่อนใช้เงินทำ MLM ครับ

- ถ้าวันหนึ่ง คุณเป็นระดับผู้นำ เป็นระดับแม่ทีมแล้ว ... คุณจะรู้ว่า ก้าวแรกในการทำธุรกิจ MLM ที่สำคัญมาก คือ ตอนชวนมาทำ ... คุณต้องรู้ และคุณต้องต่อรองเป็น ... รู้อะไรบ้าง 1.) สินค้าคืออะไร 2.) แผนธุรกิจ หรือ แผนรายได้เป็นอย่างไร 3.) ใครเป็นเจ้าของบริษัท 4.) ยอดธุรกิจบริษัทเท่าไหร่ 5.) ใครเป็นแม่ทีม 6.) ทีมนี้ ใช้ระบบทำงานอย่างไร 7.) ใครจะมาเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยคุณ ... ถ้ามือใหม่หรอครับ ไม่รู้หรอก ไม่กล้าถามด้วยซ้ำ ... ได้แต่ฟังเค้าโม้ เรื่องความสำเร็จ ยังงี้ ยังงั้น มีเบนซ์ขับ มีบ้าน 20 ล้าน ... ถ้าเค้ารวยจริง ลองถามเค้าดูว่า รบกวนช่วยเลี้ยงข้าวสักมื้อได้ไหม ... อย่าไปเกรงใจความสำเร็จของเค้าครับ เกรงใจตัวเองดีกว่า เพราะธุรกิจนี้ ถ้าไม่รู้จริง แล้วไปทำ ... เจ๊งทุกราย ไม่วายเสียเครดิตด้วย ... นี้แหละครับ คำเตือนที่ดี ที่ควรฟัง

- จากคำถาม 7 ข้อ ข้างบน ข้อที่สำคัญที่สุดสำหรับคนอยากรวย อยากประสบความสำเร็จในวงการนี้ คือ ข้อ 2. แผนรายได้ - สำหรับแผนรายได้ ถ้าทำเป็น มีเครือข่าย ... เค้าจะคุยแบบธุรกิจกันเลยว่า ... คนที่ชวน จะลงคน ลงแต้ม ให้เท่าไหร่ ... แล้วเค้าถึงจะลงทุนเอาคนของเค้ามาลง ... พวกนี้คุยกัน จะมองคนทั่วไป เหมือนเบี้ย มองตัวเองเป็นขุน ... ถามว่าดีไหม ไม่ดีหรอกครับ แต่มันคือความจริง เพราะวงการนี้ ใครเขี้ยว คนนั้นอยู่ ... เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะทำแล้วประสบความสำเร็จ ... ต้องต่อรองกับคนชวนให้เสร็จ ก่อนลงเงินและลงแรง ครับ

- สำหรับข้ออื่น ที่ต้องดูคือ ข้อ 1. สินค้า ... สินค้าต้องเป็นลักษณะซื้อมา หมดไป เป็นพวก Consumer Product ... เพราะต้องให้คนคอยมาซื้อเรื่อยๆ ... เพราะถ้าไม่มียอดขาย ก็ไม่มีรายได้ ... และต้องเห็นผลจริง เห็นผลเร็ว ไม่มีผลข้างเคียง ... ส่วนใหญ่ สินค้า MLM จึงเป็นอาหารเสริม และเครื่องสำอาง ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมานั้นเอง ... แต่สำหรับนักธุรกิจ จะให้ดีต้องลองทาน ลองใช้เอง จนเห็นผลจริง ... แล้วค่อยไปแนะนำคนอื่นครับ ... พวกเอารูปคนป่วย นู้น นั้น นี้ กินแล้วหาย ใช้แล้วดี มาโชว์ ... เห็นกันมาเยอะครับ หาจากใน Google มาหลอกลวงกันทั้งนั้น ... ต้องลองสินค้าเองครับ อย่าไปเชื่อคนอื่น

- ข้อ 3. และ ข้อ 4. เรื่องของบริษัทก็สำคัญมากเช่นกัน ... ความจริงก็คือ วันนี้หากเจ้าของบริษัท เป็นนักลงทุน เป็นเถ้าแก่ ไม่เคยทำ MLM โอกาสที่บริษัทจะไปไม่รอดสูงมาก ... เพราะจะคิดแบบเถ้าแก่ มาเร็ว ไปเร็ว ... ขาดทุนหน่อย ก็ปิดบริษัทแล้ว ... แต่ถ้าหากเจ้าของ เคยทำธุรกิจ MLM มาก่อน จะดีมาก เพราะจะเข้าใจการทำธุรกิจ เข้าใจนักธุรกิจดี และเข้าใจพวกแม่ทีมดีมาก เพราะธุรกิจ MLM อยู่ได้เพราะนักธุรกิจ ไม่ใช่อย่างอื่น ... ส่วนเรื่องยอดบริษัท มันจะเป็นตัวบอกโอกาส ที่จะเกิดขึ้น ... บริษัทไหน ยอดวิ่งต่ำกว่า 100 ล้าน ก็ลุ้นกันเหนื่อยหน่อย (ต้องดูระยะเวลาด้วยนะครับ ถ้า 2 ปีแรก 60 - 100 ล้าน นี่ ยังพอรับได้ แต่ถ้านานกว่านั้นก็ไม่ดี) ถ้าบริษัทไหน ยอดขายแตะ 100 ล้าน แต่ยังไม่ไปถึง 1,000 ล้าน อันนี้ พอน่าเสี่ยง เพราะมีแนวโน้มโตได้อีก แต่ถ้าบริษัทไหน แตะ 1,000 ล้าน จนถึง 5,000 ล้านแล้ว และมากกว่านั้น ... ก็ต้องดูดีๆ ... เพราะจะถึงยุคต่อ ติด ตาย คือคนรู้จักกันหมดแล้ว ลองทำกันหมดแล้ว ... ก็คือจะต้องหาคนมาต่อเรื่อยๆ เพราะจะมีทั้งติดและตาย เกิดทุกวัน ... ดูกันดีๆ ครับ

*ทราบไหมครับ บริษัท MLM ที่จดทะเบียนในบ้านเรา ปัจจุบันมีถึง 5,000 บริษัท แต่บริษัทที่เปิดทำธุรกิจจริงๆ มีอยู่ประมาณ 700 บริษัท และที่พอมียอด มีประมาณ 400 บริษัท แต่ถ้านับว่าดีจริงๆ น่าทำจริงๆ มีไม่ถึง 50 บริษัทหรอกครับ เพราะฉะนั้นเลือกกันให้ดี ... บริษัท MLM เกิดทุกวัน และดับทุกวัน ... นี้คือความจริงวันนี้ ของธุรกิจนี้ครับ !!!

- สำหรับข้อที่เหลือ เรื่องแม่ทีมก็กล่าวไปแล้ว ... สุดท้ายเป็นนกน้อยก็ต้องเลือกรังให้ดี ทั้งบริษัท ทั้งทีมงาน ทั้งคนคอยช่วยเหลือ ... ธุรกิจ MLM เป็นธุรกิจที่ดี ... แต่ในบ้านเรา ... หน้าฉากที่ดูสวยงาม ... หลังฉากลองไปคุยหรือลองเข้าไปสัมผัสเถอะครับ ... พวกบรรดาแม่ทีมหรือผู้นำทั้งหลาย ... ทะเลาะกันเรื่องเงินๆ ทองๆ กันเยอะ ... ทั้งค่าสื่อ ... ค่าเซ็นเตอร์ ... ค่าจัดงาน ... เรื่องชู้สาวก็มีให้เห็นเยอะ ... ยิ่งกว่าในละครอีก ... แต่นั้นก็คือ บางส่วน ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นหรอกครับ
.
.
.
สรุปนะครับ จากข้อมูลทั้งหมดที่ผมมี ผมว่า MLM เป็นธุรกิจที่ดี สอนให้คนคิดหาเงิน สอนให้คนทำธุรกิจ ... แต่มีคำเตือนคือ อย่าลงทุนเกินตัว อย่าเพ้อฝันเกินความเป็นจริง ... ศึกษาให้ดี ก่อนจะลงมือทำ ทั้งบริษัท เจ้าของบริษัท สินค้า แผนรายได้ แม่ทีม ทีมงาน พี่เลี้ยง คนชวน ... ที่สำคัญคือ อย่าอินมากจน เสียครอบครัว เสียเพื่อน เสียเครดิต หมดตัว เป็นหนี้ เป็นสิน ... ต้องทำอย่างมีสติ ... สุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ... สิ่งที่คุณจะได้มาคือ ประสบการณ์ครับ  

ถ้าวันหนึ่ง ผมเปิดบริษัท MLM แล้วจะมาชวนเพื่อนๆ ทุกคน อีกทีครับ ... ฮา ^^ 

Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

BGH: Dads in Briefs ... Ads ฮามาก

วันนี ผมไปอ่านบทความใน Adverblog.com มา เจอโฆษณาทีวีตัวหนึ่ง ฮามาก

Ads ตัวนี้ ชื่อว่า Dads in Briefs หรือ คุณพ่อในชุดกางเกงใน (Briefs = กางเกงในชาย)

เรื่องราวเป็นอย่างไร มาดูกันครับ ...



ทั้งหมด มี 3 ชุด

ชุดแรก ... ออกแนวฝันร้ายของคนในครอบครัว ... เมื่อถึงหน้าร้อน ... แล้วเจอกับเหล่า Dads in Briefs (ปะป๋าอยู่ในชุดกางเกงใน เพื่อคลายร้อน)
ชุดที่สอง ... มีอะไรหน้าอายมากกว่านี้อีกไหม เมื่อคุณพ่อพยายามทำตัวเจ๋ง ต่อหน้าเพื่อนๆ ลูก ... คำตอบคือ มี ก็ตอนทำเจ๋งในชุดกางเกงในไง !!!
ชุดสุดท้าย ... คุณนายกำลังคุยกันอยู่ ... Dad in Briefs หาคลื่นโทรศัพท์ไม่เจอ ... จึงออกมา

โฆษณาชุดนี้ มาจากประเทศอาเจนติน่า เป็นของแบรนด์ BGH ซึ่งผลิตภัณฑ์คือ เครื่องปรับอากาศ และ Message คือ "หาซื้อแอร์ BGH มาเถอะ ถ้าอยากให้พวกเค้าใส่เสื้อผ้า" 
จากการที่ผมดูโฆษณาชุดนี้ ...

ผมจำแบรนด์นีได้ ... แบรนด์ BGH ... และผมคงไม่ลืม Dads in Briefs แน่นอน

ผมรู้สึกดีกับแบรนด์นี้ ... เพราะมันทำให้ผมขำ และดูซ้ำ

ถ้าผมเป็นคนอาเจนติน่า และถามผมว่า ดูแล้วอยากซื้อไหม ???

คำตอบคงเป็น ... ผมยังเฉยๆ แต่คงจัดให้อยู่ใน Top 3 Brands ในหมวดผลิตภัณฑ์แอร์ ... ที่เหลือคงดูราคา สอบถามเพื่อนๆ พนักงานขาย และโปรโมชั่นดีๆ

โดยสรุป ผมว่า Ads นี้ เจ๋ง !!! ในแง่การจดจำแบรนด์ (Brand Awareness) และความชื่นชอบแบรนด์ (Brand Preference)

แต่จะส่งไปถึงการซื้อแบรนด์ (Brand Purchase) มาใช้ไหม ... คงจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน

รวมๆ แล้ว จัดว่าเป็น Impact Ads หรือ โฆษณาที่โดนใจผู้คน ได้อย่างไม่ยากเย็น ... 
.
.
.
ที่นี้ ลองมาย้อนดูบ้านเราบ้าง ... ที่ผมพอจะจำได้คงไม่พ้น แอร์ซัมซุง (Samsung)

 อันนี้ ออกแนว Sexy น่าดู (ต้องยกความดีความชอบให้คนเลือกชุด เลือกได้ดีมาก ผู้ชมชายส่วนใหญ่ ฝากชมมาครับ)

มี App มาให้เล่นกันด้วย ...


แต่จะให้ดี ผมแนะนำ Samsung ว่า ...

รุ่นหน้าขอเป็นคอนเซ็ปเดียวกับ Dads in Briefs แต่เป็น "Aum in 2 pieces" 

ถ้าทำจริง ผมยกรางวัล The Most Impact Ads in Thailand 2012 ให้เลยครับ ^^

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ฟุ้ง IDEA #1: ก๋วยเตี๋ยวครึ่งชาม

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมไปทำงานที่เชียงใหม่มาครับ ... ตกเย็น เป็นต้องไปเดินที่ถนนนิมมานฯ

เดินแล้วรู้สึกเลยว่า ... ร้านเจ๋งๆ มีเยอะจริงๆ ทั้งร้านกาแฟ ร้านนม ร้านอาหาร ร้านไวน์ ร้านศิลปะ ฯลฯ

มีโอกาสลองไปเดินกันดูครับ ... มันเยี่ยมมาก !!!

และที่มาของบทความนี้ มันเกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันหนึ่ง ... ผมได้ไปแวะทานร้านก๋วยเตี๋ยวที่ชื่อ เนื้อตุ๋น รสเยี่ยม อยู่ซอยนิมมานฯ 11
เรื่องของเรื่อง มันเกิดตอนที่ทานใกล้หมดชาม ...

รู้สึกว่ามันอร่อยดี อยากกินอีก ... เงยหน้ามาถามน่้องๆ ที่ไปด้วยกัน

"มีใครจะเอาอะไรอีกบ้าง" ... ทุกคนตอบว่า "อิ่มแล้วพี่ ชามหนึ่งมันเยอะอยู่"

ใจหนึ่งผมก็อยากกินอีก / ใจหนึ่งก็ว่ากลัวกินไม่หมด / แต่ความจริงคือ กลัวโดนน้อง มันแซวว่า กินเยอะ !!! 

ก็เลยตัดใจไม่สั่งไป เอาของหวานมากินแทน

ขณะที่กินของหวานอยู่ ในหัวผมก็คิดไป "ทำไม มันไม่มีสั่งแบบครึ่งชามว่ะ ตรูจะได้สั่งมากินอีก"

และนั้นละครับ เป็นที่มาของไอเดียที่ฟุ้งสุดๆ ระหว่างที่นั่งรถกลับโรงแรม
.
.
.
คิดในใจว่า ก๋วยเตี๋ยวดังๆ มันต้อง ชื่อเจ๋งๆ แบบ ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ชายสี่หมี่เกี๊ยว อะไรประมาณนี้

หรือไม่ ก็ต้องออกแนว อิงกับท้องที่ระดับตำนาน เช่น เยาวราช สุโขทัย ฯลฯ

แล้วทำไม มันไม่มี ขายแบบครึ่งชามฟร่ะ ร้านนี้ !!! (กำลังโมโหตัวเอง ที่ไม่ได้สั่งมากินอีก เพราะกลัวเสียฟอร์ม T T ) 

ถ้ามีมันน่าจะขายได้นะ ชื่อมันเท่ดี เช่น ป.ก๋วยเตี๋ยว ครึ่งชาม (จะเติม ป. เติม ส. เติม ม. เข้าไปก็ได้ เพื่อเพิ่มความขลัง)

จะให้ดี ใส่ย่านเข้าไปด้วย เช่น ป.ก๋วยเตี๋ยว ครึ่งชาม ห้วยขวาง ... แหล่มเลย

แต่จะให้สุดยอด ต้องใส่ "ความแปลก แบบไม่เกี่ยวกัน" เข้าไปอีก กำลังฮิต แบบ กินติม ดูควาย !!!

เป็น "ป.ก๋วยเตี๋ยว ครึ่งชาม ห้วยขวาง ชม UFO"

ร้านเพิ่มการตกแต่งแบบอวกาศเข้าไปหน่อย มีจาน UFO ห้อยๆ อยู่ มีรูป Alien ทักทาย

ใครถามก็บอกว่า ขนาดมนุษย์ต่างดาว ยังอยากมากินเลย !!!


ไม่ดัง ให้มันรู้ไป ...

แต่พอมาถึงห้อง เพิ่งคิดได้ว่า ตรูทำก๋วยเตี๋ยวไม่เป็นนี่หว่า !!!

เลยคิดในใจ สงสัยจะเพราะแรงอยากกิน เลยผลักดันให้คิดเป็นเรื่องเป็นราว ได้ขนาดนี้

วันนี้ ก็เลย เอามาเล่าให้ฟังขำๆ ครับ
.
.
.
สุดท้าย มีคนรวยท่านหนึ่งเขาสอนผมมาว่า ไอเดียดีๆ หลายๆ ครั้ง เกิดแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว 
อย่าลืมที่จะจดมันครับ ถ้ารุ่นเก๋า ก็จะเขียนลงมือ ลงกระดาษทิชชู่ อะไรก็ได้ที่หามาจดได้
ไอเดียที่จดเหล่านี้ นั้นแหละครับ ที่ทำคนรวยกันมาเยอะแล้ว

ของผมก็ขอจดลงบล็อกผมละกัน ... เผื่อจะรวยกับเค้าบ้าง ฮา 

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่...