วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Basic Marketing #1: ส่วนผสมทางการตลาด... 4Ps


สำหรับเพื่อนๆ ทุกท่าน ที่เรียนหรือศึกษาด้านการตลาดมา...

คงต้องรู้จัก 4Ps หรือที่เราเรียกกันว่า ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix) ซึ่งย่อมาจาก...

- Product (ผลิตภัณฑ์)
- Price (ราคา)
- Place (สถานที่ / ช่องทางจัดจำหน่าย)
- Promotion (การส่งเสริมการตลาด)

ในบทความนี้ ผมจะไม่ขอกล่าวถึง 4Cs และ 7Ps นะครับ (ใครสนใจหาอ่านได้จากหนังสือ Marketing for Work... งานตลาด ได้เลยครับ มีอธิบายครบ... Tie-In ซะหน่อย อิอิ)


ซึ่ง 4Ps ที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ มีความสำคัญมากเปรียบได้กับพื้นฐานการตลาดเลยทีเดียว...
(ต่อให้ใครที่ยังไม่รู้เรื่องการตลาดเลย แต่ถ้าเข้าใจ 4Ps ก็พอเริ่มๆ ทำการตลาดเป็นบ้างแล้วล่ะครับ)
.
.
.
4Ps จริงๆ แล้วแฝงไว้ด้วยนัยสำคัญของ "การเรียงลำดับตัว P" ครับ

1. Product

อันดับแรกเลย... เราต้องมองที่ Product หรือผลิตภัณฑ์ก่อนเสมอ

การมองผลิตภัณฑ์ ง่ายมากครับ... เบสิคแค่ดูว่า ผลิตภัณฑ์เรามีทีเด็ดอะไร ที่เจ๋งกว่าคู่แข่ง...

ถ้าตอบได้ ถือว่า "ผ่าน"

แต่ถ้าตอบไม่ได้ !!!

ผมบอกได้เลยว่า ก่อนจะไปคิดถึง P ที่เหลือ... ธุรกิจคุณอยู่ในความเสี่ยงแล้วล่ะ

เพราะการแข่งขันในปัจจุบัน ไม่มีคำว่าปรานี เป็นยุคที่คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด...

เพราะฉะนั้น ถ้าผลิตภัณฑ์คุณ พื้นๆ ธรรมดาๆ ไม่มีจุดเด่น ไม่มีจุดต่าง หรือไม่มีมูลค่าเพิ่มอื่นๆ เช่น แบรนด์ ภาพลักษณ์ การบริการ การรับประกัน ฯลฯ... อยู่รอดยากครับ

แนะนำว่า หาคำตอบเรื่องที่เด็ดของผลิตภัณฑ์คุณให้ได้ ก่อนจะไปคิดอย่างอื่นต่อครับ

2. Price

อันดับต่อมา ถ้าคุณสอบผ่านเรื่องผลิตภัณฑ์แล้ว ค่อยมาคิดเรื่องราคาต่อ...

ราคาเป็นเรื่องที่ผูกกับความพึงพอใจของผู้ซื้อมากๆ...

ต่อให้แพงแค่ไหน ถ้า "พอใจ" ก็จะซื้อ...

แต่ต่อให้ถูกแค่ไหน ถ้า "ไม่พอใจ" ยังไงก็ไม่ซื้อ...

ซึ่งคำว่า "ความพึงพอใจ" นี่แหละครับ ที่เราจะต้องรู้ให้ได้ว่า มันประกอบมาจากอะไร !!!

ซึ่งผมตอบได้เลยว่า ส่วนใหญ่มาจาก "ประสบการณ์ (Experience) และการรับรู้ (Perception)" ของผู้บริโภค

ตัวอย่างประสบการณ์ เช่น เคยซื้อรองเท้าทรงนี้ แบบนี้ แบรนด์ประมาณนี้ ก็จะพอใจกับราคาเดิมหรือราคาที่ถูกกว่า เป็นต้น

ตัวอย่างการรับรู้ เช่น รถเบนซ์ ที่แม้เราจะไม่เคยซื้อ แต่ก็รับรู้จากสื่อและสิ่งแวดล้อมตัวเรา ทำให้เรารู้สึกโอเคกับราคาที่สูงของเบนซ์ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งราคาให้เหมาะกับความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย จะให้ดีก็อย่าเดาเองครับ ไปทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างดีกว่า... ว่าเค้ารับกันได้ไหมกับราคาที่ตั้ง

3. Place

ในเรื่องสถานที่หรือช่องทางจัดจำหน่าย อันนี้ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญมากเหมือนกัน เพราะต่อให้ผลิตภัณฑ์ดี ราคาโอเค แต่ถ้าหาซื้อลำบากหรือเข้าถึงยาก... รับรองอีกเช่นกันครับ ว่าไปไม่รอด

เคล็ดลับคือ ต้องดูเรื่องความสะดวกสบายของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก... อะไรที่ง่าย เร็ว... ผู้คนชอบครับ

ยกตัวอย่างเช่น จ่ายบิลต่างๆ ที่ 7-11 อันนี้ง่าย สะดวกจริง เพราะมีทั่วประเทศ หรือการซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านอินเตอร์เน็ท อันนี้ก็ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพราะทำได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นต้น

ในยุคนี้ ส่วนใหญ่ก็จะหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ ช่วยดูแลช่องทางจัดจำหน่ายให้โดยเฉพาะ เช่น 7-11, Central Department Store, TV Direct และ DKHS เป็นต้น

4. Promotion

เรื่องสุดท้ายคือ การส่งเสริมการตลาดครับ...

การส่งเสริมการตลาด หลักสำคัญคือ "รู้ว่าควรจะทำอะไร เวลาไหน"

โดยใช้ได้ทั้งหลัก IMC, CRM และ CSR (เช่นกันครับ หาอ่านได้จากหนังสือ ในรายละเอียดเพิ่มเติมของ IMC, CRM และ CSR)

ช่วงเปิดตัวต้องทำอะไร >>> ต้องทำให้คนรู้จักและชื่นชอบ >>> แล้วจะทำยังไง >>> คิด Big Idea คิด Key Message และใช้หลัก IMC ผสมผสานเครื่องมือสื่อสารการตลาด เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ช่วงขยายฐานลูกค้าทำอะไร >>> ใช้หลัก IMC >>> โดยเฉพาะโปรโมชั่น + โฆษณา

ช่วงรักษากลุ่มลูกค้าเดิมทพยังไง >>> ใช้หลัก CRM

ช่วงเติบใหญ่มาก จนมีการกระทบกระทั่งกับสังคม เกิดกระแสสังคมต่างๆ >>> ใช้หลัก CSR

ซึ่งผมคิดเสมอว่า การส่งเสริมการตลาดหรือการสื่อสารการตลาด สำคัญที่ต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เช่น เค้าใช้ชีวิตยังไง ชอบ/ไม่ชอบอะไร สื่อที่เข้าถึงพวกเค้าได้มีอะไรบ้าง เป็นต้น...

โปรดอย่าคิดเอาเองครับ.... ควรจะศึกษาและหาข้อมูลดีกว่า... เข้าใจพวกเค้าจริงๆ... ถึงจะสามารถสร้างแคมเปญที่มีประสิทธิภาพ ดังเป็นพลุแตก ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่องได้

แต่ส่วนใหญ่ เวลาทำมักจะตามใจ + เอาใจทั้งตัวเองและเจ้านาย (กรณีเจ้านายเอาแต่ใจและหัวดื้อ ไม่ฟังวัยรุ่นนะครับ แต่ถ้าใครเจอเจ้านายเก่งจริง ก็ถือว่าโชคดีไป ^^) ซึ่งมันก็จะเหมือนโยนเงินลงตึกดีๆ นี่เอง ไม่ได้ประโยชน์อะไรกับผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์... เพราะสุดท้ายลูกค้าเป้าหมายจะตอบเอง ว่าแคมเปญหรือสื่อที่คุณทำมันเวิร์คไหม (ดูง่ายๆ จากยอดขายในช่วงที่ทำนั้นๆ ครับ)
.
.
.
ก็ประมาณนี้ครับ สำหรับพื้นฐานการตลาด... ถ้าเพื่อนๆ เข้าใจ ผมเชื่อเหลือเกินว่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจส่วนตัว และการทำงานประจำได้แน่นอน
.
.
.
ก่อนจะจาก... ก็ขอฝากจุดจำให้กับทุกท่าน (โดยเฉพาะหนุ่มๆ) เกี่ยวกับเลข 4 จะได้ไม่ลืม 4Ps กันครับ ^^

แล้วพบกันใหม่ เร็วๆ นี้ครับ
Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Marketing for Work... งานตลาด by Wikran M.

สวัสดีครับ วันนี้ผมดีใจเหลือเกินที่จะได้แจ้งกับเพื่อนๆ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

ถึงการวางแผงแล้วของหนังสือการตลาดเล่มแรกของผม

นั่นก็คือ "หนังสือ Marketing for Work... งานตลาด" ครับ
หนังสือเล่มนี้ ผมตั้งใจเขียนขึ้นมา สำหรับน้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่สนใจ กำลังเริ่มหรือทำงานด้านการตลาดอยู่

หนังสือเล่มนี้ เรียบเรียงแนวความคิดในการทำงานด้านการตลาด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ

1.) งานวางแผน (Plan)
2.) งานปฏิบัติ (Implementation)
.
.
.
โดยที่ "งานวางแผน" นำเสนอโดยใช้แนวคิด

วิเคราะห์สถานการณ์ >>> วัตถุประสงค์ >>> กลยุทธ์ >>> แผนดำเนินการ >>> การประเมินผล

Situation Analysis >>> Objective >>> Strategy >>> Action Plan >>> Evaluation

ซึ่งในแต่ละส่วนก็จะประกอบด้วยทฤษฎี หลักการ เครื่องมือ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น

Product Life Cycle, BCG Matrix, Black Box, SWOT, TOWS Matrix, STP, Branding, 4Ps, 4Cs, 7Ps, IMC, CRM และ CSR

ซึ่งได้เรียบเรียงไว้เป็นขั้นเป็นตอนใน พร้อมนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง
.
.
.
และในส่วนของ "งานปฏิบัติ" ได้นำหลัก

Do-Check-Act ซึ่งจะประกอบด้วยรายละเอียดและทักษะที่สำคัญต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน

ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการทำงาน
.
.
.
ที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ ได้ออกแบบให้เนื้อหาจากหนักเป็นดูสบายๆ เพื่อให้อ่านง่าย อ่านสนุกครับ

มาดูตัวอย่างข้างในกัน...


สำหรับหนังสือเล่มนี้... ความตั้งใจจริงๆ ของผมคือ

อยากให้น้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่าน มีความรู้สำคัญสำหรับการทำงานด้านการตลาด

อยากให้ทุกคนเข้าใจถึงเนื้องานที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้

รวมถึงอยากให้ทุกคนประสบความสำเร็จในสายอาชีพและวงการนี้ครับ
.
.
.
วันนี้ก็วางแผงแล้ว ที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำ (เช่น ซีเอ็ดและ B2S) ทั่วประเทศครับ
ปกทั้งเล่มเป็นแบบนี้ครับ

.
.
.
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านมากครับที่ติดตามกันมา... จนถึงวันนี้ ^^

Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 




วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Creative Billboard: ป้ายเมืองนอก Vs ป้ายบ้านเรา

วันนี้ ผมเล่นเน็ตไปเจอป้ายโฆษณาหรือป้ายบิลบอร์ด (Billboard) ที่สร้างสรรค์มากๆ ของเมืองนอกมา...

มีหลากหลายแนวครับ มาดูกัน
.
.
.
แนว Sexy... ชวนติดตาม
แนวประยุกต์... ช่องว่าง
แนวเล่นกับ... คำ
แนวนำสัตว์... มาร่วม

ไม่น่าเชื่อครับ !!! 

ผมลองหาข้อมูลป้ายโฆษณาของบ้านเรา... ก็มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ เมืองนอกเลย

มาดูกันครับ...

แนว Sexy... ชวนติดตาม
อันนี้ น่าติดตามมาก... จนต้องเอาออกภายในไม่กี่วัน !!!

แนวประยุกต์... ช่องว่าง
ใครบอกบ้านเราทำแนวนี้... ม่ายเป็น อิอิ

แนวเล่นกับ... คำ
อันนี้คนทำเขาตั้งใจใช้คำผิด... จาก "ประณาม" เป็น "ประนาม" 
เพื่อให้คนสนใจ และนำไปพูดต่อ (ล้ำลึกมากๆ ^^)
อันนี้ก็เล่นกับคำเหมือนกัน... มีคนเนียนหนึ่งคน ใครเอย ???

แนวนำสัตว์... มาร่วม
มะหมาเด่นตลอดๆ อิอิ
.
.
.
อย่างที่เห็นครับ... บ้านเราใช่ว่าจะเก่งแต่ทำโฆษณาทีวี (TV Ads)

ป้ายโฆษณาเราก็มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ชาติใดในโลกเหมือนกัน

บอกได้คำเดียวว่า... สวดยอด จิงๆ คับ ^^

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

Final S.F. Awards: KTC โกดัก ฮุนได และพรรคประชาธิปัตย์

ในที่สุดก็มาถึงตอนสุดท้ายกันของ S.F. Awards หรือ Sometimes Fail Awards

กับ 4 อันดับสุดท้าย มาเริ่มกันเลยครับ...


อันดับที่ 7: รางวัลแบรนด์เสน่ห์ที่หายไป

ได้แก่ ..... แต่น แตน แต้น ..... KTC ครับ
KTC ย่อมาจาก Krung Thai Card <บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)> กำเนิดเมื่อปี 2545 โดยธนาคารกรุงไทย ในช่วงนั้นถือว่าเป็นธนาคารใหญ่ที่บุกตลาดบัตรเครดิตเป็นเจ้าแรกๆ ซึ่งผู้บริหารนั่งประชุมเคาะกันว่า ถ้าบริหารโดยธนาคารกรุงไทยอาจจะมีปัญหาเรื่องขั้นตอนการทำงานที่ไม่รวดเร็วและภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างออกไปทางแก่ มีอายุ จึงตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา และจ้างบรรดาพนักงานจากเอเจนซี่ชื่อดังต่างๆ เข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก... ผลที่ได้คือ KTC เกิดอย่างแรง !!! 


ที่เห็นชัดในช่วงแรกก็เป็นเจ้าบัตร KTC Mini ที่มีรูปร่างเล็กกว่าบัตรเครดิตทั่วไป (เค้าว่าใช้งานกับเครื่องรูดยาก แต่คนไทย ถ้าสร้างอารมณ์ความเท่ ความทันสมัย ความชอบได้ จะผิดยังไง ก็ให้อภัยได้ครับ)


อีกตัวที่แรงมากๆ ในยุค 10 ปีที่แล้วคือ KTC I am (บัตรเครดิตของกลุ่ม Gays โดยเฉพาะ)




ได้ข่าวว่า บัตรนี้ ไปไม่ค่อยสวย เพราะกลุ่มเกย์จริงๆ แล้วไม่ต้องการแสดงออกมากนัก แต่เรื่องภาพลักษณ์ความแนวละก็ ได้ใจไปเต็มๆ

และก็ Ads ตัวที่ Impact มากๆ ของ KTC "รักไม่รู้ดับ"


ที่เล่ามาดูเหมือน KTC จะเป็นตำนานด้วยซ้ำ !!!

ซึ่งผมก็ว่าจริง KTC เป็น Case Study ที่น่าศึกษา ทั้งต้นกำเนิด การบริหารงาน วัฒนธรรมองค์กร หลักการทำตลาด...

แต่ในช่วง 2 - 3 ปี ที่ผ่านมานี้เอง ที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้งสีม่วงและสีเขียว เข้ามารุกตลาดบัตร Credit หนักมาก

ทั้ง SCB และ Kbank ต่างทุ่มหมดหน้าตัก กับการลุยตลาด "ลด แลก แจก แถม" ที่ดูยังไงก็น่าจะขาดทุนจากแคมเปญจัดหนักต่างๆ ที่ทำ

แต่ก็อยู่ที่มุมมองครับ ท่ามองว่าบัตรเครดิต คือเครื่องมือที่ใช้ในการทะลุทะลวงเข้าหากลุ่มรายย่อยที่มีกำลังซื้อ (หรือกำลังกู้) ก็ถือว่าได้ผลทีเดียว เพราะมักจะตามมาด้วย Product อื่นๆ ของธนาคารอีกมากมาย เช่น สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน ฯลฯ

KTC ที่วันนี้ กลับนิ่งๆ ไม่รุกมาก แต่ก็ไม่ถึงกลับถอยหลังเข้าคลอง... นานวันเข้าๆ ภาพลักษณ์ดูจะไม่เท่ เหมือนแต่ก่อน... ถ้าเทียบกับของคู่แข่ง... ทำให้ดูขาดเสน่ห์ไปเยอะเลยทีเดียว

ซึ่งก็ถือว่าเหมาะกับรางวัลแบรนด์เสน่ห์ที่หายไปครับ...

ปล. ก็ขอเอาใจช่วยให้ KTC กลับมาโดดเด่น มีเสน่ห์เหมือนแต่ก่อน อย่ารอจนถึงวันที่สายเกินแก้เลยครับ... 


อันดับที่ 8: รางวัลแบรนด์พลาดมาก... ถึงมากที่สุด

ได้แก่ ..... แต่น แตน แต้น ..... โกดัก ครับ
โกดักถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี คศ 1880 (หรือปี พศ 2423) ที่อเมริกา... ถึงตอนนี้ก็ 132 ปีเต็ม 

ถ้าเป็นยุคราวๆ 20 ปีที่แล้ว การถ่ายรูปยังใช้ฟิล์มเป็นหลัก... กล้องดิจิตอลยังไม่เข้ามาแทนที่...

โกดักเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งมาก ขยายไปทั่วโลก... คิดง่ายว่าๆ ถ้าใครจะถ่ายรูป คนนั้นก็คือ ลูกค้าของโกดักแล้ว !!!


แต่พอมาถึงวันนี้ บริษัทต้องยื่นล้มละลายต่อศาลอเมริกา เพราะขาดทุนอย่างหนัก... ใกล้ปิดตำนานโกดัก เข้าไปทุกที

สาเหตุหลักที่โกดักผิดพลาดมากถึงมากที่สุดก็คือ การไม่ยอมรับในเทคโนโลยีกล้องดิจิตอล... 
ตำนานเล่าขานกันว่า มีหลายบริษัทที่พยายามนำเสนอเทคโนโลยีการถ่ายภาพดิจิตอลต่อโกดัก... แต่โกดักไม่แยแส เพราะคิดว่าเทคโนโลยีนี้ จะไม่เกิด... บริษัทยังคงขายฟิล์มถ่ายรูปต่อไป... โดยไม่มีการเตรียมรับมือกับภาพถ่ายดิจิตอล... แล้ววันที่ตลาดกล้องดิจิตอล เกิดเต็มตัว... แบรนด์โกดักก็ถูกมองเป็นคนแก่ หัวดื้อ ไปเลยทันที

สิ่งที่พลาดมาก... ถึงมากที่สุด คือการที่เชื่อมั่นในแบรนด์ตนเอง ผลิตภัณฑ์ตนเอง โดยไม่มองเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ 

เข้าตำราเดียวกับรถยี่ห้อ Ford ที่เกือบเอาตัวไม่รอด จากการรุกตลาดของรถญี่ปุ่น (Ford ไม่เคยเชื่อว่า รถญี่ปุ่นจะตีตลาดโลกได้... เพราะคิดเสมอว่า รถญี่ปุ่น ไม่มีเรื่องราว ไม่มีตำนาน ไม่เท่อย่าง Ford - รวมๆ ก็ประมาทและดูถูกคู่แข่งนั้นแหละครับ)
ซึ่งทั้ง โกดัก และ Ford มีความคิดที่คล้ายกันคือ ประมาทและไม่ยอมรับต่อสิ่งใหม่... โชคดีที่ Ford กลับตัวกลับใจทัน หันมาผลิตรถยนต์ครอบครัว ประหยัดน้ำมัน ที่ผู้บริโภคต้องการ... แต่โกดัก กลับตัวไม่ทันมาถึงวันนี้ก็... 

กลายเป็นแบรนด์ที่พลาดมาก... ถึงมากที่สุด ไปซะแล้ว !!!

ปล. ห้ามประมาทต่อคู่แข่ง สินค้าทดแทน (Substitute Products) และความต้องการของผู้บริโภค... ถ้าบริษัทไหน แบรนด์ใด ไม่เชื่อ... ก็ขอให้ดูโกดัก เป็นตัวอย่างครับ 


อันดับที่ 9: รางวัลแบรนด์ขุนไม่ขึ้น

ได้แก่ ..... แต่น แตน แต้น ..... ฮุนได ครับ

Hyundai หรือฮุนได เป็นแบรนด์รถยนต์จากประเทศเกาหลีใต้ เข้ามาทำตลาดในไทยมานานแสนนาน แต่ก็ไม่เคยนั่งอยู่ในใจของผู้ใช้รถหรือผู้ที่กำลังคิดจะใช้ส่วนใหญ่ได้เลย...
ต่างจากประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน เช่น ที่ออสเตรเลีย ฮุนไดถือว่าเป็นรถยนต์ที่ดูดีมาก... เป็นสปอนเซอร์หลายรายการ รวมถึงผู้คนใช้กันเยอะมาก (คล้ายๆ กับโตโยต้า บ้านเรา)...

แต่ทำไมในไทย ฮุนไดถึงเป็นแบรนด์ที่ขุนยังไง ก็ขุนไม่ขึ้น... จะ Re-Launch กี่ครั้ง... ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เท่าที่ผมหาข้อมูลและวิเคราะห์ได้ ตลาดรถบ้านเรา (รถบ้านทั่วไป ไม่รวมรถหรู) มีปัจจัยประกอบความสำเร็จดังนี้

1.) มือสองขายได้ราคาดีไหม
2.) มีอู่ซ้อมเยอะไหม และอะไหล่แพงไหม
3.) การยอมรับในสังคม
4.) ราคาขาย เทียบกับยี่ห้ออื่นๆ 
5.) การออกแบบ Design 

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ฮุนได ไม่เข้าสักข้อเลย เมื่อเทียบกับ Toyota และ Honda รวมถึง Nissan และ Mitsubishi...

ถ้าจะบอกว่าตลาดบ้านเราแข่งขันกันสูง Toyota กับ Honda เป็นเจ้าตลาด เจาะยากก็ไม่ได้ เพราะมีแบรนด์ที่พิสูจน์ตัวเองไปแล้ว เช่น Mazda และ Chevrolet ที่ทำตลาด บุกโฆษณา ปรับรูปลักษณ์ให้ทันสมัย มี Design... จนวันนี้ ขายดี เทน้ำ เททา

ดังนั้นฮุนไดก็ถือว่าเหมาะสมกับรางวัลแบรนด์ขุนไม่ขึ้น จริงๆ ครับ... 
แต่ผมว่าขุนไม่ขึ้นเพราะ "คนทำ" มากกว่าจะไปโทษ "แบรนด์" เพราะประเทศอื่นเค้า ยอดขายถล่มทลาย !!!

ก็คิดเอาครับ... ขนาด K-POP ที่กำลังแรง !!! ก็ไม่เอามาทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่เป็นแบรนด์เกาหลีแท้ๆ

Mitsubishi แบรนด์ญี่ปุ่นพันธ์แท้ ยังเกาะกระแสไปกับ K-POP เลยครับ (มิตซูบิชิ มิราจ กับ นิชคุณ วง 2pm) 
ที่เห็นฮุนไดยอมลงทุนควักตังค์ ก็มีแต่กับงาน Motor Show 
แต่งานนี้ต่อจะให้ใช้พริตตี้กี่ชุด ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง... (แต่ก็ขอชม Costume ครับ ชุดสีเข้มใช้ได้เลย อิอิ)
ถ้าจะทำการตลาดกันเฉพาะหน้าอย่างเดียว... ก็อย่าทำดีกว่าครับ... เสียดายแบรนด์ !!!

ปล. พึ่งระลึกไว้เสมอครับว่า "คนสร้างแบรนด์ มิใช่แบรนด์สร้างคน" จำกันไว้ให้ดีครับ พี่น้อง...


อันดับที่ 10: รางวัลแบรนด์ตกต่ำแห่งยุค

ได้แก่ ..... แต่น แตน แต้น ..... พรรคประชาธิปัตย์ ครับ

จริงๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์... พรรคนี้มีประวัติยาวนานที่สุด ตั้งแต่ปี 2489 ถึงวันนี้ รวมเป็นเวลา 66 ปี... มีคนดี มีคนซื่อสัตย์ มีคนต้นแบบให้ยึดเป็นแนวทางมากมาย จากพรรคนี้...
แต่ว่าหลังๆ ตั้งแต่เป็นรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์... ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือแบรนด์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นแบรนด์คนดี คนซื่อสัตย์... ตกต่ำลงไปอย่างน่าใจหาย
จะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเหลือง จะแดง หรืออย่างอื่น... ความขลังที่คนยุคก่อนๆ สร้างมา แทบจะหายหมดในสายตาของคนรุ่นใหม่ !!! 

จริงๆ แล้วความตกต่ำ เริ่มจากตัวบุคคล... และลามไปถึงการมองภาพใหญ่คือ พรรค !!!

กลายเป็นพรรคดีแต่พูด ค้านทุกอย่าง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์... ภาพแบรนด์ประชาธิปัตย์ถูกผลักให้่ไปอยู่ในฝั่งของ Loser ตลอดกาล

จะทำยังไง ให้แบรนด์ดีขึ้น... จริงๆ คำตอบก็เหมือนแบรนด์อื่นๆ ที่กล่าวไปแล้ว นั่นแหละครับ...

ยอมรับความจริง ไม่ดูถูกคู่แข่ง เข้าใจประชาชน (ทั้งประเทศนะครับ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่ม)
- หันมาตั้งใจ สร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม (นโยบายดีๆ นโยบายช่วยเหลือคน)
- มีความคิดสร้างสรรค์ และเลิกพฤติกรรมที่ติดลบในสายตาผู้คน (กัด จิก ด่า)

ที่เหลือก็หาคนทำการตลาด สื่อสารดีๆ... แบรนด์ก็น่าจะกระเตื้องขึ้นครับ 

ปล. เป็นห่วงจริงๆ ครับ พรรคนี้... อยากให้เป็นพรรคธรรมะ อยู่คู่สังคมไปเรื่อยๆ... ไม่อยากให้กระแสตีกลับ กลายเป็นพรรคธรรมดา จะมีหรือไม่มีก็ได้ในสายตาสังคมไทย 
.
.
.
ก็ขอจบการนำเสนอรางวัล S.F. Awards หรือ Sometimes Fail Awards 10 อันดับ แต่เพียงเท่านี้ครับ

และก็ขอขอบคุณท่านผู้อ่าน ที่ติดตามกันมาทั้ง 3 ภาค คร้าบบบบ ^^


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

Celebs ออนไลน์... 5 ซุปตาร์ในวงการ

ก่อนจะไปจบกับภาค 3 ของ S.F. Awards หรือ Sometimes Fail Awards...

เรามาดูรับชมสิ่งที่น่าสนใจกันก่อนครับ นั่นก็คือ... Celebs ออนไลน์ ครับ

เพื่อนๆ เชื่อกันไหมครับว่า ตอนนี้ในบ้านเรามีคนที่ดังเพราะ... Facebook, Youtube และ Social Network อื่นๆ อยู่พอสมควร... ดังจนถึงขั้นเรียกว่าเป็น Celebs เลย มีคนติดตามเป็นแสนๆ... 

"Celebs ออนไลน์" นิยามที่เหมาะสมคือ "คนที่ดังจริงๆ มีคนติดตามเป็นจำนวนมาก และมีผลงานอย่างต่อเนื่อง ในโลกออนไลน์"

ซึ่งผมได้แบ่งแนวออกเป็น 2 หมวดใหญ่ๆ คือ 

1. หมวดน่ารัก เซ็กซี่
2. หมวดฮา

ขอนำเสนอ "ซุปตาร์ของวงการ 5 ท่าน" ที่ดังและคาดว่าจะดังต่อไปเรื่อยๆ ครับ

มาเริ่มกันที่ หมวดน่ารัก เซ็กซี่ ก่อน... 

1.)  น้องจ๊ะเอ๋ Krisana Kongkakate  ด้วยยอดผู้ติดตามล่าสุด 534,000 คน 
ด้วยความสวย + น่ารัก + เซ็กซี่ หนุ่มๆ เลยติดตามกันเยอะที่สุด ครึ่งล้านเลยนะครับ (โอ้วววว แบรนด์ทั้งหลายคงต้องไปศึกษากันแล้วละครับ ว่าทำยังไงเนี้ย)

และก็มีแฟนคลับจัดคลิปให้ มาดูกัน... (ดูแล้ว เพลินใช้ได้เหมือนกันครับ ^^)


2.) น้องเอมมี่ - สุนันทา เดวา ด้วยยอดผู้ติดตามล่าสุด 473,000 คน 

ด้วยความน่ารัก สดใส เลยเกิดกระแส หนุ่มๆ เทใจ ให้อย่างเต็มที่ ทุกๆ โพส จะมีคนมาเข้ามาคลิ๊ก Like หลักพัน หลักหมื่น 
แถมท้ายด้วย... คลิปจากตัวจริง เสียงจริงครับ... เอิ่ม น้องร้องเพลงเพราะนะครับเนี้ย



3.) น้องเนย ประมาณนั้นแหละ ด้วยยอดผู้ติดตามล่าสุด 405,000 คน 
น้องเนยจะออกแนวเซ็กซี่ + กวนทีนสุดๆ (ดูได้จากคำพูดที่ใช้ครับ) แต่หนุ่มๆ ก็เทใจให้กับน้องเนยอย่างมากมาย... ไม่ต้องสงสัยครับ มาดูรูปพวกนี้กัน
ผลงานล่าสุดของน้องเนย... ก็ทะลุโลกออนไลน์ ออกไปซอย ซอย ซอย กับพี่โจ้ หรือ โจอี้ บอย ซะแล้ว (คนไหน ลองหาดูครับ... หาไม่ยาก)



ก็จบกันไปกันหมวดแรกนะครับ เราก็มาต่อกันด้วยหมวดสุดฮา...

4.) พี่บี้ เดอะสกา (Bie The Ska) ด้วยยอดผู้ติดตามล่าสุด 509,776 คน 

พี่บี้ เดอะสกา ผมรู้จักเค้าครั้งแรก... จากการล้อเลียนเพลง Gangnam Style... ตอนนี้ 3 ล้านกว่าวิวแล้ว สุดยอด...



ผมประทับใจมากกับความตั้งใจ + ความบ้า ของเค้า... ชอบตรงเล่นน้ำหน้าพารากอนนี่แหละ 555+

และยังมีคลิปอื่นๆ ที่สนุกสนาน ฮาได้ใจ อีกมากมาย (จริงๆ ผมว่า พี่เค้าทำได้ดี กับการล้อเลียน MV ครับ)



ดังขนาดไปออกรายการ TV ละกัน...



5.) ออกพญาหงส์ทอง ด้วยยอดผู้ติดตามล่าสุด 112,026 คน 
สำหรับออกพญาฯ เป็นแนวฮา + เสียดสีสังคมที่สุดยอดเลย สำหรับยอดผู้ติดตาม 1 แสนกว่าคน ไม่ธรรมดาจริงๆ

ออกพญาฯ ถ้าใครเคยอ่านจะเห็นว่า เค้ามีความตั้งใจดีในการรักษาไว้ ซึ่งภาษาไทย ไม่ให้ผิดเพี้ยนไปกันใหญ่... ถึงขนาดออกรบกับภาษาสก็อย เลยทีเดียว... ลองอ่านดูครับ ฮาดี


แล้วก็หักมุมด้วยการร่วมหอกันซะงั้น...
ซึ่งเรื่องราวของออกพญาฯ ก็จะเน้นไปทางแซวสังคม ให้เกิดแง่คิดในรูปแบบแปลกใหม่... ใครอยากรู้ลองไปติดตาม Facebook ดูครับ (ทีเด็ดอยู่ที่ไม่รู้ว่าเค้าเป็นใครนี่แหละ ยังกะซ้อเจ็ด !!!)

.
.
.
ก็ขอจบการนำเสนอ Celebs ออนไลน์ของเราแต่เพียงเท่านี้ครับ...

หากลองวิเคราะห์ดูแล้วก็จะเห็นว่าไม่ได้แตกต่างกับ Celebs ของจริงเท่าไหร่ ที่คนมักจะชื่นชอบความสวย น่ารัก เซ็กซี่ และฮา... แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่ทำยังไงให้คนรู้จักและเกิดกระแสมากกว่า...

ซึ่งผมพอสรุปได้ 3 ประเด็นครับ

1.) มีความแตกต่าง เช่น มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และสามารถเป็น First Claimer หรือประกาศเอกลักษณ์แนวนี้ เป็นคนแรก (ใครจะมาใช้ซ้ำ... คนก็จะไม่ค่อยจำหรือสนใจ)
2.) มีผลงานต่อเนื่อง... และต้องเจ๋งจริง จนเกิดการส่งต่อเองจากเพื่อนสู่เพื่อน และขยายวงไปเรื่อยๆ
3.) ไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวในช่วงแรกๆ ที่ทำ... คนเรามักจะไม่ชอบถูกหลอกว่า สุดท้ายก็คือ โฆษณา เพราะฉะนั้น ช่วงแรกห้ามหาผลประโยชน์เด็ดขาด... เชื่อผมครับ รอดังก่อน จะทำอะไรค่อยทำ
.
.
.
แล้วเจอกันครับ ประมาณนี้ (พี่ชาย น้องเนย ประมาณนั้น... 555+)

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่...