วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Service Marketing: แบรนด์ MK สุกี้ Vs 7-11

ในบ้านเรา แบรนด์ที่ผมจัดว่ามีการบริการที่ดีเยี่ยมที่สุดและต่อเนื่องที่สุด

ก็คือ แบรนด์ MK สุกี้ หรือชื่อเต็มๆ คือ MK Restaurants
ย้อนกลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว แล้วมีการสู้กันของแบรนด์สุกี้อยู่ 2 แบรนด์ใหญ่ นั่นก็คือแบรนด์ MK และ แคนตัน

ผมจำได้ว่า ไปเดินเดอะมอลล์ บางกะปี ยุคเปิดใหม่ๆ ... MK และแคนตัน สู้กันอยู่ในห้างเดียวกัน... ยุคนั้นใครก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "แคนตัน อร่อยกว่า MK เยอะ" ... และก็จริงอย่างนั้นด้วย ผมว่า แคนตันทั้งซุปในหม้อและน้ำจิ้มกินขาด MK ไปหลายขุม

ซึ่งถ้าชนกันเรื่องความอร่อยจริงๆ MK ยังแพ้แบรนด์อื่นๆ อีกหลายแบรนด์ เช่น แคนตัน นีโอ หรือแม้แต่สุกี้ห้องแถว

แต่ MK ก็ใช้กลยุทธ์การตลาด โดยเน้นการโฆษณาทีวี... ซึ่งเกือบทุกแคมเปญก็จะมีพนักงานร้านเข้าร่วมและมีเพลงประกอบ (เพลงน่ารัก จำง่าย) เพื่อบ่งบอกถึงความตั้งใจจริงในการให้ "บริการที่ดีเยี่ยมของ MK"


และโฆษณาที่โด่งดัง... จนคนทั้งประเทศจำได้ขึ้นใจกับประโยค "กินอะไรๆๆ ไปกิน MK"



ก็ทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ... จนคู่แข่งหลักสู้ไม่ได้... ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนให้น้ำหนักกับ "การบริการที่ดี" มากกว่า "ความอร่อย" ครับ

และที่ผมนับถือที่สุดคือ การให้พนักงานเต้นในร้าน ประมาณว่า "ให้ลูกค้ามีความสุข สนุกสนาน ให้พนักงานดูอารมณ์ดี และแสดงให้เห็นว่า MK สนับสนุนการออกกำลังกาย" ... แต่ถ้ามองในมุมการตลาดให้ลึกเข้าไป ก็คือ การสร้างกระแส MK โดยไม่ต้องใช้เงินสักกะบาท ... ล้ำลึกสุดยอดมากๆ ครับ



ตอนนี้ MK ก็เป็นแบรนด์สุกี้อันดับ 1 ในเมืองไทย และคงเป็นไปอีกนาน... เพราะแบรนด์แข็งแรงมากและทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น และที่ผมชอบที่สุดคงเป็นเรื่องที่ MK โฆษณา แล้วไปที่ร้านก็บริการดีอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา... ผมต้องขอชมจริงๆ ว่ารักษามาตรฐานของการบริการได้อย่างดีเยี่ยมทุกครั้งที่ผมไปทานครับ
.
.
.
พอพูดถึงเรื่องการบริการที่ดีเยี่ยมและความต่อเนื่องแล้ว... ผมค่อนข้างผิดหวังกับ 7-11 ในยุคใหม่... พนักงานบริการได้แย่ลงมาก... ผมพยายามเข้าใจว่า เพราะ 7-11 ตอนนี้ขายเป็นระบบแฟรนไชส์ซะส่วนใหญ่ จึงอาจควบคุมคุณภาพการบริการได้ยาก (คือไม่ได้เป็นของ 7-11 ลงทุนทำร้านเอง แต่เป็นคนที่ซื้อแฟรนไชส์มา แล้วบริหารเอง)... แต่นั่นมันก็เรื่องภายในของเค้า ไม่เกี่ยวกับการบริการลูกค้า

ผมเจอบ่อยมาก... หน้าบูดหน้าบึ้ง ทำเสียงรำคาญ หรือลูกค้าถามก็ยุ่งกับการจัดร้านตลอดเวลา... ไม่เหมือนยุคก่อนๆ ที่บริการน่ารัก รู้สึกได้เลยว่า พนักงานทุกคนยินดีให้บริการ

หรือวันนี้ 7-11 ครองประเทศไทยแล้ว จึงไม่ใส่ใจกับคุณภาพการบริการ !!!

หรือวันนี้ 7-11 ไม่มีคู่แข่งแล้ว จึงไม่ใส่ใจกับคุณภาพการบริการ !!!

หรือวันนี้ 7-11 ให้ความสำคัญกับการขยายร้านค้า เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ จึงไม่ใส่ใจกับคุณภาพการบริการ !!!

หรือวันนี้ 7-11 ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน สร้างผลกำไร จึงไม่ใส่ใจกับคุณภาพการบริการ !!!

อย่างไรก็ตาม ผมบอกได้เลยครับว่า ถ้า 7-11 ยังไม่ฉุกคิดและควบคุมการบริการลูกค้าให้กลับมาดีเหมือนเก่า ต่อให้เป็นยักษ์ใหญ่แค่ไหน ก็ล้มได้ ... เพราะยุคนี้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินครับ และถ้าเกิดมีแบรนด์ Convenience Store แบรนด์ไหน เห็นช่องที่ 7-11 เปิดให้จู่โจมแล้วละก็ ... รีบๆ บุกกันเลยครับ เพราะผมรับรองว่า คุณจะได้ลูกค้ามาอีกเพียบแน่นอน !!!

แต่ใจลึกๆ ก็หวังว่า 7-11 จะกลับมาบริการดีเหมือนเก่านะครับ เพราะเห็นกันมานาน ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย ... ไม่อยากให้เน้นแต่โฆษณาและโปรโมชั่นเท่านั้น เข้าใจครับว่ามันง่ายที่ทำจาก Head Office กระจายสื่อไปทั่วประเทศ แล้วดึงคนเข้าร้านโดยอัตโนมัติ... แต่อย่าเปลี่ยนจุดแข็งให้เป็นจุดอ่อนเลยครับ... เพราะผมเห็นแบรนด์ที่ทำแบบนี้ เจ๊งมาเยอะแล้ว
.
.
.
สุดท้ายผมขอฝากเอาไว้ว่า การบริการหรือ Service เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในยุคนี้... เป็นการทำตลาดที่ลงทุนไม่มาก แต่ทำยากมากๆ หากไม่ใส่ใจหรือตั้งใจทำจริงครับ... ทางที่ดีควรจ้างมืออาชีพมาฝึกสอนพนักงานเลย ก็จะเร็วกว่าและดีกว่าคิดเอง ลองเอง ทำเองมากครับ เชื่อผมสิ ^^

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Coffee Shop Marketing: ทำร้านกาแฟยังไง ให้สำเร็จ !!!

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่สนับสนุนหนังสือ Marketing for Work... งานตลาด ครับ 

ตอนนี้ก็พิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ^^ 
.
.
.
 มาเข้าเรื่องกันดีกว่า... 


วันนี้ผมจะมากล่าวเรื่องการเปิดร้านกาแฟยังไงให้สำเร็จกันหน่อย...


ผมมีเพื่อนหลายคนที่เปิดร้านกาแฟ รวมไปถึงรู้จักเจ้าของร้านกาแฟที่เริ่มจากเล็กๆ จนตอนนี้ ขยายใหญ่โต !!!


ผมสนใจธุรกิจร้านกาแฟ... เพราะแฟนผมอยากเปิดมากๆ แต่ก็กลัวจะไปไม่รอด

เพราะมีเพื่อนสนิทของเค้าที่ทำ... เปิดได้เพียง 3 เดือน ก็ต้องปิดตัวลงไป

เมื่อผมได้ฟังเรื่องราวก็พอสรุปได้ว่า... "ทำเลและการทำร้านไปกันไม่ได้"

คือ เพื่อนคนนี้ รู้ว่ามีที่ว่างในตลาด... ก็เลยไปจอง แล้วก็ขายแบบร้านกาแฟรุ่นใหม่

มีครบหมด ทั้งคาปูฯ เอสเพรสโซ่ ลาเต้ ฯลฯ... ขายอยู่แก้วละ 40 - 50 บาท

ไปเจอคู่แข่งหลัก เป็นกาแฟโบราณที่ขายมานาน แก้วละ 10 - 15 บาท

แล้วจะไปสู้ได่ยังไง ???

อันนี้ ก็เป็นประสบการณ์ธุรกิจส่วนตัวจริง... ที่ต้องเรียนรู้และกล้าแกร่งขึ้นกันต่อไป

และผมก็มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนอีกหลายคน ที่เปิดร้านกาแฟขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ซึ่งมีกำไรดีพอสมควร บางร้านได้เดือนละเกินครึ่งแสน...

ก็เลยสามารถสรุปประเด็นสำคัญๆ และนำมาเรียงเป็นลำดับความสำคัญ (Priority) ของการทำร้านกาแฟให้สำเร็จ ดังนี้ครับ 1.

1.) Place: สิ่งที่ต้องดูอันดับแรกเสมอคือ ทำเล สถานที่ -  ต้องเป็นย่านออฟฟิส ในห้าง ย่านผู้คนเยอะ ถ้าผู้คนน้อย ต่อให้กาแฟดีแค่ไหน ก็สำเร็จยาก


2.) Product: รองลงมาคือ รสชาติกาแฟ - ในข้อนี้คนที่เปิดร้านต้องไปเรียน ไปเข้าคอร์สสอนทำกาแฟ ซึ่งมีเปิดสอนอยู่เยอะ ถ้าไม่เรียน... ทำเองเลย คงไม่เวิร์คแน่นอนครับ 

3.) Physical Evidence: ต่อมาคือ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ - สำหรับร้านกาแฟ ก็จะเน้นไปที่การตกแต่งร้าน บรรยากาศร้านเป็นสำคัญ 

4.) Price: ราคา เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน - แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามราคาของย่านที่เราไปเปิดอยู่แล้ว ซึ่งถ้าขายราคาแพงมากกว่าร้านอื่น แต่ไม่มีอะไรเด่น ก็จะไม่มีคนซื้อ 

5.) People: คน หมายถึงพนักงานที่ให้บริการ - ส่วนใหญ่ถ้าเปิดร้านเดียว เจ้าของจะมาดูเองและจ้างเด็กมาช่วย ซึ่งเจ้าของร้านมีความสำคัญเช่นกัน เพราะคนจะชอบรู้จักหรือพูดคุยกับเจ้าของร้านอยู่แล้ว ถ้าสนิทกัน ก็จะไม่ค่อยไปซื้อกาแฟร้านอื่น 

6.) Promotion: โปรโมชั่น - ลด แลก แจก แถม เช่น คูปอง 10 แก้ว แถม 1 แก้ว เป็นต้น แต่จะทำโปรโมชั่น ไปลดราคามากก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้ขายราคาเต็มลำบากในระยะยาว ร้านกาแฟจึงไม่ค่อยเน้นโปรโมชั่นสักเท่าไหร่ 

7.) Process: ขั้นตอน - ส่วนใหญ่จะหมายถึงการทำกาแฟที่รวดเร็ว ไม่ต้องให้ลูกค้ารอนาน... อันนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ร้านกาแฟต้องมี 

รวมทั้งหมดก็คือ 7Ps หรือส่วนผสมการตลาดในยุคปัจจุบัน ที่น่าสนใจครับ 

ใครที่อยากเปิดร้านกาแฟก็ลองศึกษาให้ครบ P ทั้ง 7 ตัวนี้ โดยแนะนำว่า... ควรให้ความสำคัญตามลำดับที่จัดเรียงไว้ให้ครับ 

ส่วนเคล็ดลับที่คนสำเร็จเค้าสามารถขยายร้านค้าออกไปได้หรือขายเป็นแฟรนไชส์ได้ก็คือ... การสร้างแบรนด์ (Branding) ครับ... 

ซึ่งการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญมาก เจ้าของธุรกิจจึงต้องดูดีๆ จะให้ดี... ถ้าร้านเริ่มอยู่ตัว เริ่มมีกำไรสะสมมากพอ ผมแนะนำว่าจ้างที่ปรึกษาด้านแบรนด์... มาช่วยสร้างแบรนด์จะดีที่สุดครับ
.
.
.
แต่ถ้าเป็นผมเปิดเอง (แบบไม่เกรงใจใคร) ... ผมจะนำคอนเซ็ปสุดเฉียบของต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ แบบเน้นที่ People หรือเด็กเสิร์ฟเป็นหลักแบบนี้คร้าบ ^^

แล้วพบกันใหม่ เร็วๆ นี้ครับ
Wikran M,

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ฟุ้ง IDEA #2: ธุรกิจ เกา เกา เกา

วันนี้ ระหว่างที่ผมขับรถกลับบ้าน... เกิดอาการคันหลังขึ้นมายิกๆ

จะเกาก็ลำบาก... ขับไป หงุดหงิดไป จนต้องเข้าปั๊มเพื่อแวะ "เกาให้ถูกที่คัน"

และแล้วไอเดียผมก็บรรเจิดขึ้นอีกครั้ง ระหว่างขับกลับบ้าน
.
.
.
บ้านเรามีร้าน ทั้งร้านนวดเท้า นวดหน้า นวดตัว... จนถึงนวดแบบพิเศษ

คืออะไรบนตัวคนที่นวดได้... สามารถนำมานวดได้หมด ขายได้หมด

แล้วทำไมไม่มีร้านบริการ "เกา" บ้าง... เพราะการเกา ถ้าเกาดีๆ เกาเป็น เกาถูกจุด มันก็เพลินดีนะ

จะเกาหัว เกาหลัง เกาแขน เกาขา เกาเท้า... จัดไป น่าจะเพลินหมด
.
.

ซึ่งถ้าใส่ Marketing เข้าไปหน่อย ก็ต้องเริ่มจาก... Story ที่มาที่ไปก่อน 

เช่น ที่เทือกเขาตะนาวศรี มีเคล็ดวิชาการเกาที่สืบทอดกันมายาวนาน แต่เพิ่งมาเปิดเผย... โดยใครที่ถูกเกา จะรู้สึกผ่อนคลาย เลือดลมวิ่งปรื๊ด ผิวหนังเปล่งปลั่ง ซาบซ่านทั่วร่างกาย ฯลฯ

สร้างภาพประกอบขึ้นมา... ให้ดูน่าเชื่อถือ !!!
 เกาหัว
เกาหลัง

และจะสุดยอดมากๆ ถ้ามีนักวิชาการ มายืนยันการ "เกาให้ถูกที่" และทำเป็นรูปธรรม... แบบนี้ !!!

อันนี้ ก็จะเปิดร้านเกาแบบ Mass ได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา จัดได้หมด... ด้วยคอนเซ็ปนี้
.
.
แต่ถ้าเล็งกลุ่มเป้าหมายเป็น... ท่านชายขี้คันละก็... ต้องจัดคนเกาหน้าตาดีหน่อย เล็บสวยๆ เกาไป สะท้านสะเทือนทั่วร่างไปเลย ฮา
สุดท้าย... ถ้าอยากลดความเสี่ยงก็เอา "การเกา" ทำเป็นบริการเสริมของร้านนวดไปก่อน...

และรอดูผลตอบรับของลูกค้า... นี่แหละครับ ที่เค้าเรียกว่า "Product Development Strategy - กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์" ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่ในลูกค้ากลุ่มเดิม 
(หาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ Marketing for Work... งานตลาด นะครับ Tie-In ซะหน่อย อิอิ)

แต่ที่ชัวร์ๆ ได้แน่ๆ ก็คือ ความแปลก สด ใหม่... ซึ่งผมเชื่อมั่นมาก ว่าจะมีคนมาลอง (อย่างน้อยก็ผมนี่แหละ หนึ่งคน)
.
.
.
ใครจะไปรู้... ต่อไปอาจจะมีร้านแนวเกาๆ ออกมาจริงๆ ก็ได้ 

และแล้วก็ขับรถมาถึงบ้าน... ตอนจอดรถ ความคิดสุดท้ายก็ได้ฟุ้งขึ้นมา... ถ้าคนเกาใส่ธีมแม่เสือสาวด้วย ถ้าจะเวิร์คแน่นอน แบบที่หนุ่มๆ "ไม่มาเกา ไม่ได้แล้ว"... แบบนี้เลย... ราตรีสวัสดิ์คร้าบ ^^


แล้วพบกันใหม่ เร็วๆ นี้ครับ
Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Radio Business Marketing: การตลาดธุรกิจวิทยุ... บ้านเรา


สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เราจะมาดูเรื่องการตลาดของธุรกิจวิทยุกันหน่อยนะครับ

เผื่อท่านไหนกำลังสนใจเรื่องนี้อยู่... จะได้นำไปประยุกต์ใช้ทำงานได้

มาเริ่มกันเลยครับ... 

ธุรกิจวิทยุเป็นธุรกิจที่ปัจจุบัน มีรายได้หลักมาจาก 2 ทาง

1.) จากค่าโฆษณา สปอนเซอร์

2.) จากการขายสินค้าตรง ถึงกลุ่มผู้ฟัง
ซึ่งส่วนใหญ่คลื่นวิทยุทั่วไปจะเน้นทางแรกคือ การหาค่าโฆษณา สปอนเซอร์

ส่วนทางที่สองจะเป็นวิทยุชุมชน ที่มีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มติดตามอยู่

ผมขอกล่าวถึงทางที่สองก่อนนะครับ นั่นก็คือ รายได้จากการขายสินค้าตรง...

ผมมีเพื่อนทำโรงงานผลิตอาหารเสริมคนหนึ่ง เค้าได้เล่าให้ผมฟังว่า...

มีพี่ที่เป็นลูกค้าทำวิทยุท้องถิ่นอยู่ เปิดเพลงไทยและจีนโบราณสลับกันทั้งวัน

โดยกลุ่มคนฟังจะเป็นคนที่มีอายุมาก พี่เค้าก็เลยสั่งน้ำมันรำข้าวมาขาย...

ปรากฏว่า ขายดีเหลือเชื่อ เฉลี่ยเดือนละเป็นล้านๆ...

ซึ่งพนักงานมีแค่เค้ากับภรรยา... และจ้างวินมอเตอร์ไซด์ไปส่งของตามบ้าน

ทำไมถึงสำเร็จ ???... ก็เพราะสินค้าที่เค้านำมาขายตรง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน

คือกินแล้ว สุขภาพดี แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ... พูดทุกวัน ฟังทุกวัน ไม่เคลิ้มก็ให้รู้ไป !!!
.
.
.
ย้อนกลับมาที่ทางแรกครับ คือ รายได้จากค่าโฆษณา สปอนเซอร์

ผมเป็นคนหนึ่งที่มักจะมีคลื่นวิทยุเข้ามานำเสนอ ให้ลงโฆษณาบ่อยๆ...

ก็มีที่สนใจบ้างและไม่สนใจบ้าง... เกณฑ์ที่ผมใช้พิจารณามีดังนี้ครับ

คลื่นดังไหม (ผมรู้จักไหม ถ้าไม่รู้จักมี Rating มาให้ดูไหม)

คลื่นมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มไหน (ตรงกับแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ของผมไหม)

ราคานำเสนอรับได้ไหม (มีแพ๊คเกจมาเสนอไหม ส่วนลดเท่าไหร่)

ผมดูง่ายๆ แค่ 3 ข้อนี้ครับ... ส่วนเรื่องอื่นๆ แทบจะไม่ได้ฟังเลย

ซึ่งถ้าเพื่อนๆ เพิ่งเริ่มทำธุรกิจวิทยุและหวังที่จะหารายได้จากค่าโฆษณาและสปอนเซอร์แล้วละก็

จะเห็นได้เลยว่า... ช่วงแรกจะขายสปอต ขายแพ๊คเกจ ยากมาก ทั้งเข้าลูกค้าโดยตรง...

หรือผ่าน Media Agency !!!

เพราะลูกค้าจะไม่ค่อยสนใจ... ขนาดขอเข้าไปเจอ ถ้าไม่รู้จัก หรือยุ่งๆ อยู่ ก็ไม่ได้เจอครับ

ดังนั้นผมพูดได้เลยว่า การทำตลาดในธุรกิจวิทยุ ช่วงแรกจะหืดมาก... แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีทางแก้

โดยผมได้คุยกับเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนิทกัน ที่เค้าดูคลื่นวิทยุอยู่ พอสรุปแนวทางช่วงแรกได้ดังนี้ครับ


1.) กรณีมีเงินทุน... ให้เปิดตัวดีๆ เชิญสื่อเยอะๆ และจ้างเซเลบหรือคนดังมาเป็นดีเจ 

     เพื่อให้เป็นกระแสข่าว รวมถึงไป Bartering (แลกสื่อ) กับสื่ออื่นๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อป้ายโฆษณา 
     
     สื่อทีวี... ซึ่งจะช่วยเป็นอย่างมากในการขายช่วงแรก เพราะลูกค้าจะรู้จักและสนใจ

2.) กรณีเงินทุนน้อย... ช่วงแรกต้องเน้นที่ AE หรือพนักงานขาย ที่มี Connection ดีๆ กับลูกค้าและ 

     Media Agency เพราะพวกนี้เค้าจะรู้ทางกันดี คอยช่วยเหลือกันอยู่... ก็จะขายได้บ้าง 

     แต่อาจจะถูกกดราคาไปพอสมควร แต่ก็ต้องยอมครับ... และเร่งสร้างกลุ่มคนฟังและชื่อเสียงโดยไว


แต่ไม่ว่าจะมีเงินทุนเยอะหรือน้อย... สิ่งที่ธุรกิจวิทยุสมัยนี้ต้องมีคือ การสร้างแบรนด์ ครับ

ซึ่งก่อนจะสร้างแบรนด์ ต้องดูกันเรื่องกลุ่มเป้าหมายก่อน ซึ่งทำคลื่นวิทยุ กลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจนมากๆ

เช่น วัยรุ่น, คนทำงาน, คนต่างจังหวัด, คนรักกีฬา เป็นต้น... แล้วจึงนำมาสร้างแบรนด์ 

ให้มีบุคลิกภาพ (Personality) ที่กลุ่มคนนั้นๆ ชื่นชอบ... 

***สร้างแบรนด์ยังไง หาอ่านได้ในหนังสือ Marketing for Work… งานตลาด นะครับ ^^

Seed (97.5 FM) --- > วัยรุ่น

Green Wave (106.5 FM) --- > คนทำงาน

ลูกทุ่งมหานคร (95.0 FM) --- > คนต่างจังหวัด (คนฟังลูกทุ่ง)

Active Radio (99.0 FM) --- > คนรักกีฬา
Print Ads เท่ๆ ของ Seed บ่งบอก ภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นอย่างดี

ยิ่งไปกว่านั้น สมัยนี้ถ้ามีกลุ่มแฟนคลับแล้ว ต้องมีการจัด กิจกรรม (Activity)” ด้วย เช่น 

จัด Meet & Greet จัดคอนเสริต์ จัดทัวร์ท่องเที่ยว... เพราะส่วนหนึ่งคลื่นวิทยุสามารถนำกิจกรรมเหล่านี้ 

ไปเสนอต่อลูกค้าได้ และถือเป็นการเช็ค Rating แฟนคลับของจริงไปพร้อมๆ กันด้วย
มหกรรมคอนเสิร์ตแรงงานไทย กำลังใจเคียงข้างคุณ ของลูกทุ่งมหานคร

สุดท้ายผมก็ขอฝากไว้ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำคือ  การตลาดออนไลน์ครับ ทั้ง Website และ 

Social Network ต่างๆ เช่น Facebook และ Twitter… ควรจะต้องมีด้วยนะครับ... เพราะเราสามารถใช้

เนื้อหา (Contents) เดิม แต่สามารถกระจายไปช่องทางอื่นๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนฟังให้กว้างขึ้น และสามารถ

นำไปใช้ประกอบการขายลูกค้าได้ด้วย เช่น มี Fanpage Facebook ที่มีคนตามหลักแสน 

ใครฟังก็หูผึ่งและสนใจแน่นอนครับ...
Fanpage ของ Greenwave มีคนตามเป็นแสนครับ

ก็ประมาณนี้ครับ... ผมหวังว่าบทความนี้คงมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคับ ^^

Wikran M.  


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Basic Marketing #1: ส่วนผสมทางการตลาด... 4Ps


สำหรับเพื่อนๆ ทุกท่าน ที่เรียนหรือศึกษาด้านการตลาดมา...

คงต้องรู้จัก 4Ps หรือที่เราเรียกกันว่า ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix) ซึ่งย่อมาจาก...

- Product (ผลิตภัณฑ์)
- Price (ราคา)
- Place (สถานที่ / ช่องทางจัดจำหน่าย)
- Promotion (การส่งเสริมการตลาด)

ในบทความนี้ ผมจะไม่ขอกล่าวถึง 4Cs และ 7Ps นะครับ (ใครสนใจหาอ่านได้จากหนังสือ Marketing for Work... งานตลาด ได้เลยครับ มีอธิบายครบ... Tie-In ซะหน่อย อิอิ)


ซึ่ง 4Ps ที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ มีความสำคัญมากเปรียบได้กับพื้นฐานการตลาดเลยทีเดียว...
(ต่อให้ใครที่ยังไม่รู้เรื่องการตลาดเลย แต่ถ้าเข้าใจ 4Ps ก็พอเริ่มๆ ทำการตลาดเป็นบ้างแล้วล่ะครับ)
.
.
.
4Ps จริงๆ แล้วแฝงไว้ด้วยนัยสำคัญของ "การเรียงลำดับตัว P" ครับ

1. Product

อันดับแรกเลย... เราต้องมองที่ Product หรือผลิตภัณฑ์ก่อนเสมอ

การมองผลิตภัณฑ์ ง่ายมากครับ... เบสิคแค่ดูว่า ผลิตภัณฑ์เรามีทีเด็ดอะไร ที่เจ๋งกว่าคู่แข่ง...

ถ้าตอบได้ ถือว่า "ผ่าน"

แต่ถ้าตอบไม่ได้ !!!

ผมบอกได้เลยว่า ก่อนจะไปคิดถึง P ที่เหลือ... ธุรกิจคุณอยู่ในความเสี่ยงแล้วล่ะ

เพราะการแข่งขันในปัจจุบัน ไม่มีคำว่าปรานี เป็นยุคที่คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด...

เพราะฉะนั้น ถ้าผลิตภัณฑ์คุณ พื้นๆ ธรรมดาๆ ไม่มีจุดเด่น ไม่มีจุดต่าง หรือไม่มีมูลค่าเพิ่มอื่นๆ เช่น แบรนด์ ภาพลักษณ์ การบริการ การรับประกัน ฯลฯ... อยู่รอดยากครับ

แนะนำว่า หาคำตอบเรื่องที่เด็ดของผลิตภัณฑ์คุณให้ได้ ก่อนจะไปคิดอย่างอื่นต่อครับ

2. Price

อันดับต่อมา ถ้าคุณสอบผ่านเรื่องผลิตภัณฑ์แล้ว ค่อยมาคิดเรื่องราคาต่อ...

ราคาเป็นเรื่องที่ผูกกับความพึงพอใจของผู้ซื้อมากๆ...

ต่อให้แพงแค่ไหน ถ้า "พอใจ" ก็จะซื้อ...

แต่ต่อให้ถูกแค่ไหน ถ้า "ไม่พอใจ" ยังไงก็ไม่ซื้อ...

ซึ่งคำว่า "ความพึงพอใจ" นี่แหละครับ ที่เราจะต้องรู้ให้ได้ว่า มันประกอบมาจากอะไร !!!

ซึ่งผมตอบได้เลยว่า ส่วนใหญ่มาจาก "ประสบการณ์ (Experience) และการรับรู้ (Perception)" ของผู้บริโภค

ตัวอย่างประสบการณ์ เช่น เคยซื้อรองเท้าทรงนี้ แบบนี้ แบรนด์ประมาณนี้ ก็จะพอใจกับราคาเดิมหรือราคาที่ถูกกว่า เป็นต้น

ตัวอย่างการรับรู้ เช่น รถเบนซ์ ที่แม้เราจะไม่เคยซื้อ แต่ก็รับรู้จากสื่อและสิ่งแวดล้อมตัวเรา ทำให้เรารู้สึกโอเคกับราคาที่สูงของเบนซ์ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งราคาให้เหมาะกับความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย จะให้ดีก็อย่าเดาเองครับ ไปทำวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างดีกว่า... ว่าเค้ารับกันได้ไหมกับราคาที่ตั้ง

3. Place

ในเรื่องสถานที่หรือช่องทางจัดจำหน่าย อันนี้ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญมากเหมือนกัน เพราะต่อให้ผลิตภัณฑ์ดี ราคาโอเค แต่ถ้าหาซื้อลำบากหรือเข้าถึงยาก... รับรองอีกเช่นกันครับ ว่าไปไม่รอด

เคล็ดลับคือ ต้องดูเรื่องความสะดวกสบายของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก... อะไรที่ง่าย เร็ว... ผู้คนชอบครับ

ยกตัวอย่างเช่น จ่ายบิลต่างๆ ที่ 7-11 อันนี้ง่าย สะดวกจริง เพราะมีทั่วประเทศ หรือการซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านอินเตอร์เน็ท อันนี้ก็ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพราะทำได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นต้น

ในยุคนี้ ส่วนใหญ่ก็จะหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ ช่วยดูแลช่องทางจัดจำหน่ายให้โดยเฉพาะ เช่น 7-11, Central Department Store, TV Direct และ DKHS เป็นต้น

4. Promotion

เรื่องสุดท้ายคือ การส่งเสริมการตลาดครับ...

การส่งเสริมการตลาด หลักสำคัญคือ "รู้ว่าควรจะทำอะไร เวลาไหน"

โดยใช้ได้ทั้งหลัก IMC, CRM และ CSR (เช่นกันครับ หาอ่านได้จากหนังสือ ในรายละเอียดเพิ่มเติมของ IMC, CRM และ CSR)

ช่วงเปิดตัวต้องทำอะไร >>> ต้องทำให้คนรู้จักและชื่นชอบ >>> แล้วจะทำยังไง >>> คิด Big Idea คิด Key Message และใช้หลัก IMC ผสมผสานเครื่องมือสื่อสารการตลาด เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ช่วงขยายฐานลูกค้าทำอะไร >>> ใช้หลัก IMC >>> โดยเฉพาะโปรโมชั่น + โฆษณา

ช่วงรักษากลุ่มลูกค้าเดิมทพยังไง >>> ใช้หลัก CRM

ช่วงเติบใหญ่มาก จนมีการกระทบกระทั่งกับสังคม เกิดกระแสสังคมต่างๆ >>> ใช้หลัก CSR

ซึ่งผมคิดเสมอว่า การส่งเสริมการตลาดหรือการสื่อสารการตลาด สำคัญที่ต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เช่น เค้าใช้ชีวิตยังไง ชอบ/ไม่ชอบอะไร สื่อที่เข้าถึงพวกเค้าได้มีอะไรบ้าง เป็นต้น...

โปรดอย่าคิดเอาเองครับ.... ควรจะศึกษาและหาข้อมูลดีกว่า... เข้าใจพวกเค้าจริงๆ... ถึงจะสามารถสร้างแคมเปญที่มีประสิทธิภาพ ดังเป็นพลุแตก ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่องได้

แต่ส่วนใหญ่ เวลาทำมักจะตามใจ + เอาใจทั้งตัวเองและเจ้านาย (กรณีเจ้านายเอาแต่ใจและหัวดื้อ ไม่ฟังวัยรุ่นนะครับ แต่ถ้าใครเจอเจ้านายเก่งจริง ก็ถือว่าโชคดีไป ^^) ซึ่งมันก็จะเหมือนโยนเงินลงตึกดีๆ นี่เอง ไม่ได้ประโยชน์อะไรกับผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์... เพราะสุดท้ายลูกค้าเป้าหมายจะตอบเอง ว่าแคมเปญหรือสื่อที่คุณทำมันเวิร์คไหม (ดูง่ายๆ จากยอดขายในช่วงที่ทำนั้นๆ ครับ)
.
.
.
ก็ประมาณนี้ครับ สำหรับพื้นฐานการตลาด... ถ้าเพื่อนๆ เข้าใจ ผมเชื่อเหลือเกินว่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจส่วนตัว และการทำงานประจำได้แน่นอน
.
.
.
ก่อนจะจาก... ก็ขอฝากจุดจำให้กับทุกท่าน (โดยเฉพาะหนุ่มๆ) เกี่ยวกับเลข 4 จะได้ไม่ลืม 4Ps กันครับ ^^

แล้วพบกันใหม่ เร็วๆ นี้ครับ
Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Marketing for Work... งานตลาด by Wikran M.

สวัสดีครับ วันนี้ผมดีใจเหลือเกินที่จะได้แจ้งกับเพื่อนๆ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

ถึงการวางแผงแล้วของหนังสือการตลาดเล่มแรกของผม

นั่นก็คือ "หนังสือ Marketing for Work... งานตลาด" ครับ
หนังสือเล่มนี้ ผมตั้งใจเขียนขึ้นมา สำหรับน้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่สนใจ กำลังเริ่มหรือทำงานด้านการตลาดอยู่

หนังสือเล่มนี้ เรียบเรียงแนวความคิดในการทำงานด้านการตลาด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ

1.) งานวางแผน (Plan)
2.) งานปฏิบัติ (Implementation)
.
.
.
โดยที่ "งานวางแผน" นำเสนอโดยใช้แนวคิด

วิเคราะห์สถานการณ์ >>> วัตถุประสงค์ >>> กลยุทธ์ >>> แผนดำเนินการ >>> การประเมินผล

Situation Analysis >>> Objective >>> Strategy >>> Action Plan >>> Evaluation

ซึ่งในแต่ละส่วนก็จะประกอบด้วยทฤษฎี หลักการ เครื่องมือ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น

Product Life Cycle, BCG Matrix, Black Box, SWOT, TOWS Matrix, STP, Branding, 4Ps, 4Cs, 7Ps, IMC, CRM และ CSR

ซึ่งได้เรียบเรียงไว้เป็นขั้นเป็นตอนใน พร้อมนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง
.
.
.
และในส่วนของ "งานปฏิบัติ" ได้นำหลัก

Do-Check-Act ซึ่งจะประกอบด้วยรายละเอียดและทักษะที่สำคัญต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน

ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการทำงาน
.
.
.
ที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ ได้ออกแบบให้เนื้อหาจากหนักเป็นดูสบายๆ เพื่อให้อ่านง่าย อ่านสนุกครับ

มาดูตัวอย่างข้างในกัน...


สำหรับหนังสือเล่มนี้... ความตั้งใจจริงๆ ของผมคือ

อยากให้น้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่าน มีความรู้สำคัญสำหรับการทำงานด้านการตลาด

อยากให้ทุกคนเข้าใจถึงเนื้องานที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้

รวมถึงอยากให้ทุกคนประสบความสำเร็จในสายอาชีพและวงการนี้ครับ
.
.
.
วันนี้ก็วางแผงแล้ว ที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำ (เช่น ซีเอ็ดและ B2S) ทั่วประเทศครับ
ปกทั้งเล่มเป็นแบบนี้ครับ

.
.
.
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านมากครับที่ติดตามกันมา... จนถึงวันนี้ ^^

Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 




วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Creative Billboard: ป้ายเมืองนอก Vs ป้ายบ้านเรา

วันนี้ ผมเล่นเน็ตไปเจอป้ายโฆษณาหรือป้ายบิลบอร์ด (Billboard) ที่สร้างสรรค์มากๆ ของเมืองนอกมา...

มีหลากหลายแนวครับ มาดูกัน
.
.
.
แนว Sexy... ชวนติดตาม
แนวประยุกต์... ช่องว่าง
แนวเล่นกับ... คำ
แนวนำสัตว์... มาร่วม

ไม่น่าเชื่อครับ !!! 

ผมลองหาข้อมูลป้ายโฆษณาของบ้านเรา... ก็มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ เมืองนอกเลย

มาดูกันครับ...

แนว Sexy... ชวนติดตาม
อันนี้ น่าติดตามมาก... จนต้องเอาออกภายในไม่กี่วัน !!!

แนวประยุกต์... ช่องว่าง
ใครบอกบ้านเราทำแนวนี้... ม่ายเป็น อิอิ

แนวเล่นกับ... คำ
อันนี้คนทำเขาตั้งใจใช้คำผิด... จาก "ประณาม" เป็น "ประนาม" 
เพื่อให้คนสนใจ และนำไปพูดต่อ (ล้ำลึกมากๆ ^^)
อันนี้ก็เล่นกับคำเหมือนกัน... มีคนเนียนหนึ่งคน ใครเอย ???

แนวนำสัตว์... มาร่วม
มะหมาเด่นตลอดๆ อิอิ
.
.
.
อย่างที่เห็นครับ... บ้านเราใช่ว่าจะเก่งแต่ทำโฆษณาทีวี (TV Ads)

ป้ายโฆษณาเราก็มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ชาติใดในโลกเหมือนกัน

บอกได้คำเดียวว่า... สวดยอด จิงๆ คับ ^^

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่...