วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

Customer: ลูกค้าและนักการตลาด

สิ่งแรกที่สำคัญเสมอของนักการตลาด คือ... ลูกค้า หรือ Customer ครับ... เรามาดูกัน


ลูกค้าคือใครผมว่าเป็นโจทย์ที่สำคัญมากของนักการตลาด

วันนี้เรามีสินค้า มีบริการ มีการตั้งราคา มีสถานที่ มีช่องทางจัดจำหน่าย มีการสื่อสาร โฆษณา ประสัมพันธ์ มีทุกอย่าง

แต่ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ลูกค้าคือใคร เราจะขายของให้กับใคร
ธุรกิจที่เราทำอยู่ถือว่ามีความเสี่ยง (เสี่ยงที่จะเจ๊ง) มหาศาล

แต่ก่อนที่เราจะไปค้นหาลูกค้าเราต้องเข้าใจ ตลาด ก่อน

ผมมีคำอธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับคำว่า ตลาด ดังนี้ครับ

ตลาด (Market) คือ การรวมกันของผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทนั้นๆ

เช่น ปี 2554 ตลาดชาเขียวมีมูลค่ารวม 9,500 ล้านบาท
เพราะฉะนั้น ตลาด เกิดจากผู้บริโภคซึ่งผู้บริโภคที่ซื้อของเราก็คือ ลูกค้า

แต่ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้าได้
ภาษาการตลาดจะเรียกพวกเขาว่า...
กลุ่มเป้าหมาย หรือ Target” ครับ

ดังนั้นนักการตลาดต้องสามารถระบุ กลุ่มเป้าหมาย ได้เป็นรูปธรรมและชัดเจน

ผู้บริโภค >> ตลาด >> กลุ่มเป้าหมาย >> ลูกค้า

ถ้าเรามองที่ตลาดขนาดใหญ่ มีมูลค่าการตลาดสูง
ผมมักใช้ การแบ่งส่วนการตลาด (Segmentation)” ก่อน แล้วจึงค่อยกำหนด กลุ่มเป้าหมาย (Targeting)”
แต่ถ้าเราประกอบธุรกิจส่วนตัว ตลาดไม่ใหญ่มาก
เป็นตลาดเฉพาะกลุ่มคงไม่ต้องใช้ครับ
แค่ระบุให้ได้ก็พอว่า...
กลุ่มเป้าหมายเราเป็นใคร

ยกตัวอย่างเช่น
อยากเปิดร้านกาแฟคิดว่าใครคือกลุ่มคนที่ชอบดื่มกาแฟ
ชัวร์มากๆ ว่าต้องเป็นพนักงานออฟฟิสที่ง่วงนอนเหลือเกินในตอนเช้าดังนั้นคนกลุ่มนี้คือ กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ

อยากเปิดร้านเสื้อผ้าแฟชั่นคิดว่าใครคือกลุ่มคนที่ชอบเสื้อผ้าแฟชั่น
ชัวร์อีกเหมือนกันว่า กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงและเป็นวัยรุ่นหรือคนที่ชอบออกสังคม ชอบเที่ยว เป็นต้น
เห็นไหมครับจริงๆ แล้ว ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้กำหนดยากอะไร ที่ยากน่าจะเป็นตัวนักการตลาดเองมากกว่าที่บางทีก็คิดมากเกินไปหรือพยายามทำตามตำรามากเกินไปครับ

สุดท้ายผมขอฝากไว้ว่า
ในบางครั้งกลุ่มเป้าหมายที่เราระบุไว้ อาจไม่ตรงกับลูกค้าที่มาซื้อผลิตภัณฑ์เราจริงๆ ก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดมากกับสิ่งที่เราคิดบางครั้งก็ต้องปรับตามสถานการณ์ พลิกแพลงตามสภาพความเป็นจริง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ครับ
.
.
ไว้ครั้งหน้าเรามาต่อกันที่... "เรื่องความต้องการของลูกค้า" กันครับ

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

Brand & Branding: แบรนด์และการสร้างแบรนด์

แบรนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่... แต่เป็นเรื่องสำคัญที่นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจต้องรู้และประยุกต์ใช้เป็น... มาดูกันครับ


ทุกวันนี้ “แบรนด์” เป็นคำที่ผู้คนรู้จัก...
และรู้ด้วยว่าสินค้าหรือบริการสมัยนี้ ต้องมี “แบรนด์”
มีผู้รู้ กูรู ทั้งนักวิชาการและผู้ปฏิบัติจริงหลายท่าน

นิยามคำว่า... “แบรนด์” กันไว้มากมาย เช่น

แบรนด์ คือ ประสบการณ์รวมของผู้บริโภค
แบรนด์ คือ ชื่อเสียงของสินค้า บริการ หรือองค์กร
แบรนด์ คือ จุดยืนของผลิตภัณฑ์ หรือองค์กร
แบรนด์ คือ ความรู้สึกนึกคิดของผู้บริโภค
แบรนด์ คือ ซุปไก่สกัด ???

จนถึงปัจจุบันหัวข้อนี้ที่ว่า... แบรนด์คืออะไร
ก็ยังเป็น Subjective อยู่... หรือเป็นอะไรที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ แย้งได้ โต้เถียงได้ ยังไม่ถูกกำหนดตายตัว

แต่สิ่งสำคัญที่ผมว่า... เราควรสนใจคือ

“เมื่อสร้างแบรนด์สำเร็จจะเกิดอะไรขึ้นมากกว่า”

เมื่อสร้างแบรนด์ได้ จะสร้าง “ความน่าเชื่อถือ (Credibility)” ให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรได้
เมื่อสร้างแบรนด์ได้ จะสร้าง “มูลค่าเพิ่ม (Value Added)” ให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรได้
เมื่อสร้างแบรนด์ได้ จะสร้าง “ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Competitive Advantage)” ให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรได้

ซึ่งความสำเร็จหลักๆ ตามที่กล่าวไป… จะเป็นความสำเร็จในระยะยาวครับ
ดังนั้นแบรนด์... จึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักการตลาดต้องใส่ใจและควรทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการสร้างแบรนด์... เพราะมันคุ้มค่าน่าลงทุนเหลือเกินครับ
แต่การจะสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จได้แน่นอนว่า… ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนทำไม่ได้เช่นกัน

ผมแบ่งการสร้างแบรนด์ ออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ครับ

ช่วงแรก: กำหนดโครงสร้างของแบรนด์

นำจุดยืน (Positioning) ที่กำหนด... มาเป็น จุดยืนของแบรนด์ (Brand Positioning)
แล้วสร้าง... บุคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Personality) ให้เหมาะสมกับจุดยืนนั้น
แล้วจึงกำหนด... การนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ (Brand Value Proposition)
สุดท้ายจึงกำหนด... เอกลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity)

ซึ่งในการกำหนดโครงสร้างของแบรนด์นั้น ผมมักจะเปรียบกับการที่เรากำลังจะสร้างคนๆ หนึ่งขึ้นมา… เช่น
จุดยืน >>> เราอยากให้คนๆ นี้ มีอะไรที่เป็นจุดเด่น จุดที่แตกต่างจากผู้อื่น และเป็นจุดที่ผู้อื่นสนใจ จดจำ
บุคลิกภาพของแบรนด์ >>> เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่ อาศัยในเมืองหรือชนบท คาแรกเตอร์ของคนๆ นี้ เป็นอย่างไร
คุณค่าของแบรนด์ >>> สิ่งดีๆ อะไรที่เขามักจะมอบให้ผู้อื่น แล้วผู้อื่นพึงพอใจ ประทับใจ
เอกลักษณ์ของแบรนด์ >>> ลักษณะภายนอกของเขาเป็นอย่างไร ชอบแต่งตัวแบบไหน ดูเข้ากับบุคลิกไหม ดูดีไหม

เหล่านี้แหละครับ… ที่นักการตลาดต้องนำแบรนด์มาสร้างให้เป็นรูปธรรมให้ได้

ช่วงที่สอง: เชื่อมแบรนด์กับส่วนผสมการตลาด

นำแบรนด์ที่กำหนดทั้งจุดยืนของแบรนด์ บุคลิกภาพของแบรนด์ การนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ และเอกลักษณ์ของแบรนด์ เชื่อมต่อเข้ากับส่วนผสมการตลาด 7Ps

โดยสำคัญที่ทุกส่วนผสมการตลาด ต้องไม่หลุด ไม่แปลกแยก ไม่ไปคนละทิศคนละทาง จากแบรนด์ที่เรากำหนดไว้ (รายละเอียดของ 7Ps กล่าวในบทถัดไป)

ช่วงสุดท้าย: ทำการสื่อสารแบรนด์ 

การสื่อสารแบรนด์ (Brand Communication) ต้องสื่อสารทั้งภายในบริษัทและภายนอกบริษัทให้เข้าใจตรงกัน โดยภายนอกบริษัทจะใช้หลัก IMC ในการสื่อสาร (รายละเอียดของ IMC กล่าวในบทถัดๆ ไป)

เมื่อทำการสื่อสารแบรนด์ออกไปแล้ว… ก็ต้องทำการวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้คนภายนอกกลับมาวิเคราะห์ว่า...

“แบรนด์ที่เราสื่อออกไป ภาพการรับรู้ของผู้คนภายนอกตรงกับที่เรากำหนดหรือไม่” 

ถ้า “ตรง”… ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ทำได้ถูกทาง

แต่ถ้า “ไม่ตรง”… ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่า ผิดพลาดตรงไหน ทำสื่อโฆษณา ทำแคมเปญออกไปไม่ดี หรือกำหนดโครงสร้างแบรนด์ผิด ซึ่งก็ต้องค้นหาปัญหาให้เจอและแก้ไขให้ได้ครับ

สุดท้าย แบรนด์จะเป็นสินทรัพย์ของบริษัทที่ยั่งยืนได้หรือไม่…
ก็อยู่ที่ผู้ดูแลแบรนด์ด้วยว่า… ให้ความสำคัญและทำต่อเนื่องไหม
ไม่ใช่ว่า “ดังแล้ว คนรู้จักแล้ว” ก็หยุดทำเพราะจะได้ประหยัดงบประมาณ

ซึ่งแนวคิดแบบนี้ ผมว่า... “ไม่ถูกต้อง” นะครับ
เพราะถ้าวันหนึ่งมีคู่แข่งหน้าใหม่ทำแบรนด์ได้ดีกว่า…
หรืออผ่านไปนานเข้าๆ คนลืม (คนไทยยิ่งขี้ลืมอยู่)
แบรนด์ที่สร้างมาก็จะหมดราคา หมดคุณค่า…
ต้องมาเสียเงิน เสียเวลา สร้างแบรนด์ (Re-Branding) กันไหมอีก…

เพราะฉะนั้นถ้าแบรนด์ดีอยู่แล้ว ก็รักษาแบรนด์ให้ดีต่อไปเถอะครับ… ดีกว่ามาเสียใจทีหลังนะ
เดี๋ยวจะหาว่า ผมไม่เตือน… “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เห็นมาเยอะครับ

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Marketing Essence: ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง

การทำตลาดจะมีแก่นอยู่ 3 สิ่งสำคัญที่... นักการตลาดต้องเข้าใจเป็นอย่างดีในการทำตลาด

นั่นคือ... ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง มาดูกันครับ 

จากบทความก่อน ผมได้กล่าวไว้ว่า
การตลาดคือ การตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ซึ่งจากประโยคข้างต้นต้องมาศึกษากันต่อ ว่า

ลูกค้าคือใคร ???
ความต้องการของลูกค้าคืออะไร ???
แล้วเราจะตอบสนองความต้องการนั้นได้อย่างไร ???

แสดงว่าต้องรู้และเข้าใจในเรื่อง
 ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง

แล้ววันนี้เราทำธุรกิจหรือทำงานการตลาดอยู่ก็ตาม
เคยเข้าใจและใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้บ้างไหม

ลองมาดูโจทย์นี้กันครับ
ถ้าเพื่อนๆ ทำธุรกิจเสื้อผ้าวัยรุ่น เพื่อนๆ คิดว่า
ลูกค้า ความต้องการของลูกค้า และการตอบสนองความต้องการของธุรกิจเสื้อผ้าวัยรุ่น เป็นอย่างไร
(สำคัญมากนะครับทุกๆ  ครั้งที่เราทำการตลาด ไม่ว่าจะทำให้กับบริษัท แบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์ เราต้องตอบทั้ง 3 สิ่งนี้ให้ได้ก่อนเสมอ)

คำตอบของเพื่อนๆ คืออะไรครับ จะตอบเหมือนตัวอย่างข้างล่างนี้ รึเปล่า
ลูกค้า: กลุ่ม First Jobber, อายุ 22 – 28 ปี, รายได้ปานกลาง, อาศัยในเขตเมือง ฯลฯ
ความต้องการของลูกค้า: ต้องการสินค้าดูเท่ ทันสมัย ฯลฯ
การตอบสนองความต้องการ: การบริการที่ดี สินค้ามีแบรนด์ สินค้าทันสมัย ฯลฯ

ถ้าคล้ายๆ กัน ผมบอกได้เลยว่าคุณจะสอบผ่านวิชาหลักการตลาดแน่นอน

แต่เวลาทำงานจริง คงต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริงได้ด้วย... อย่ายึดหลักการตลาดอย่างเดียว โดยขาดการมองสถานการณ์ให้ออก และใช้ข้อมูลและเหตุผลในการพิจารณาเรื่องลูกค้า ความต้องการของลูกค้า และการตอบสนองครับ

หากสนใจอยากรับฟังเรื่องลูกค้า ความต้องการของลูกค้า และการตอบสนอง... เชิญรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
..
ครั้งหน้าเราจะมาเจาะรายตัวกันกับ ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนองครับ ^^

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลา


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Positioning... กลยุทธ์การตลาดที่ดีควรเริ่มต้นจากการกำหนดจุดยืน

Positioning... คือ สิ่งที่นักการตลาดต้องรู้... แต่จะรู้และเข้าใจขนาดไหน มาดูกันครับ


จุดยืน เรียกเท่ๆ แบบฝรั่งว่า “Positioning”
จุดยืน เปรียบเสมือน แก่นหรือเมล็ดพันธ์
อยากให้ธุรกิจเราเป็นอย่างไรอยากให้ลูกค้ามองเราแบบไหนอยากให้ผู้คนเห็นเรา นึกถึงเราอย่างไร
นั่นแหละครับคือ จุดยืน

ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น...
จุดยืน DTAC คือ ความรู้สึกดี เมื่อใช้บริการ
จุดยืน AIS คือ ความอุ่นใจและความมั่นใจในบริการ

ซึ่งทุกคนพอนึกตามก็จะรู้สึกเห็นด้วยกับ จุดยืน ของตัวอย่างที่ผมยกไป
เพราะอะไรครับ

เพราะทั้ง DTAC และ AIS นำจุดยืนเหล่านี้ มาสร้างเป็นแบรนด์ เชื่อมต่อกับส่วนผสมการตลาด และทำการสื่อสารการตลาดเข้าถึงผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้จุดยืนของพวกเขาชัดเจนในใจผู้คนขนาดนี้

จุดยืนแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ
จุดยืนทางด้านอารมณ์ (Emotional Positioning)
จุดยืนทางด้านการใช้งาน (Functional Positioning)

ซึ่งปัจจุบันจะเน้นไปทาง จุดยืนทางด้านอารมณ์ มากกว่า จุดยืนทางด้านการใช้งาน เพราะด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ ทุกอย่างที่เป็นเรื่องการใช้งานตามทันกันได้หมดแล้วล่ะครับ
จุดยืนไม่ใช่เรื่องที่จะกำหนดกันได้ง่ายๆ... แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะกำหนดเช่นกัน สำคัญที่การค้นคว้าหา ข้อมูล ครับ

เราต้องศึกษาตลาด ทั้งลูกค้า คู่แข่ง ตัวบริษัทเอง และสภาพสังคมปัจจุบันแล้วจึงค่อยกำหนดจุดยืนออกมา

โดยจุดยืนที่ดีจะมีลักษณะดังนี้
ชัดเจนไม่คลุมเครือและเข้าใจได้ง่ายว่าคืออะไร
เหมาะสมตรงตามความต้องการของลูกค้า
แตกต่าง มีความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด

ซึ่งจุดยืนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ 2 แบบ คือ
จุดยืนของผลิตภัณฑ์ (Product Positioning)
จุดยืนขององค์กร (Corporate Positioning)

และเมื่อทำการสื่อสารออกไป จะไปในรูปแบบของ แบรนด์

ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงไทย
จุดยืนขององค์กรคือ “Convenience หรือ ความสะดวก
ดังนั้นจุดยืนของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ออกมาจะไม่หลุดจุดยืนขององค์กรเรื่องความสะดวก แต่ก็สามารถเพิ่มเติมสิ่งอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้าไปได้ เช่น
KTB Netbank ที่เป็นผลิตภัณฑ์บริการทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต เพิ่มเติมจุดยืนผลิตภัณฑ์ในเรื่อง ความทันสมัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เข้ามา เป็นต้น 

จุดยืนเป็นสิ่งที่เราเป็นผู้กำหนดแต่จะชัดเจนหรือไม่ชัดเจน ก็อยู่ที่การนำไปทำต่อให้เป็นรูปธรรม

ผมเห็นหลายครั้งที่... บริษัทกำหนดจุดยืนได้ดี
แต่ไม่สามารถนำจุดยืนนั้น มาสร้างต่อได้จึงทำให้รู้กันเองแค่คนภายในบริษัท คนภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้หรือรับรู้คนละแบบกับจุดยืนที่กำหนด
และผมก็เห็นหลายครั้งอีกเช่นกัน ที่บริษัทต่างๆ ไม่มีจุดยืน มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจน หรือวางจุดยืนได้ไม่เหมาะสม จนทำให้บริษัทมีปัญหาในการแข่งขันระยะยาว

อย่างที่ผมกล่าวไป...
จุดยืนเปรียบได้กับ เมล็ดพันธ์ ที่เรานำมาปลูก
ถึงแม้เมล็ดพันธ์ดี (จุดยืนดี) แต่เลี้ยงไม่เป็น (นำจุดยืนมาขยายผลทางการตลาดต่อไม่เป็น) มันก็ไม่โต
ในทางกลับกัน ถึงแม้จะเลี้ยงดี ดูแลเก่ง (นำจุดยืนมาขยายผลทางการตลาดต่อได้ดี) แต่หากเมล็ดพันธ์ไม่ดี (จุดยืนไม่ดี) โตมาอาจจะไม่ใช้ต้นไม้ที่เราคาดหวังไว้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น จุดยืน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่
ทุกบริษัท ทุกแบรนด์ ทุกผลิตภัณฑ์ควรกำหนดให้เหมาะสม

แต่หากกำหนดแล้ว... ไม่ดี ไม่ตอบโจทย์ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง เราก็สามารถที่จะ... ปรับเปลี่ยนจุดยืน (Re-Positioning)” ให้กลับมาเหมาะสมได้เช่นกันครับ

หวังว่าท่านผู้อ่านคงมีความรู้และเข้าใจในเรื่อง Positioning หรือ จุดยืน มากขึ้น... จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงนะครับ ^^

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด



ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

SWOT Analysis สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด

SWOT - เครื่องมือการวิเคราะห์ที่นักการตลาดต้องรู้และใช้เป็น...

การวิเคราะห์สถานการณ์มีความสำคัญมาก
ผมมักจะใช้ “SWOT เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สถานการณ์เสมอ
โดย SWOT ย่อมาจาก

Strength (จุดแข็ง) Weakness (จุดอ่อน) Opportunity (โอกาส) Threat (อุปสรรค)

จุดแข็งและจุดอ่อน... เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายใน
โดยพิจารณาตัวเราหรือบริษัทเทียบกับคู่แข่งเป็นหลัก เช่น เทียบกันเรื่องแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ บริการ ราคา สถานที่ การส่งเสริมการตลาด และคน เป็นต้น

โอกาสและอุปสรรค... เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก
โดยดูจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลาด และกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี แนวโน้มตลาด การแข่งขัน ค่านิยมและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น
บริษัทใหม่นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากอเมริกา

จุดแข็ง: คุณภาพสูง, เป็นผลิตภัณฑ์ US Import มีความน่าเชื่อถือในหมู่คนไทยมาก
จุดอ่อน: แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก, ราคาสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีอยู่แล้วในตลาด
โอกาส: แนวโน้มตลาดอาหารเสริมในประเทศเติบโตขึ้น  เฉลี่ย 20% ทุกปี
อุปสรรค: การแข่งขันภายในตลาดสูง และความควบคุมที่เข้มงวดของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องการโฆษณา 

เมื่อเราวิเคราะห์ SWOT เสร็จแล้วต้องมาพิจารณาต่อดังนี้

จุดแข็งต้องนำมาเป็นจุดขาย และนำมาต่อยอดทางธุรกิจ
จุดอ่อนต้องแก้ไขจุดอ่อนให้ได้ หรือถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึง
โอกาสสิ่งที่เราใช้พิจารณาความเป็นไปได้ของธุรกิจ  แบรนด์ และผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังจะทำ
อุปสรรคสิ่งที่เราใช้พิจารณาถึงปัญหาที่เราต้องพึงระวังเป็นพิเศษ ซึ่งต้องหาทางออกหรือทางแก้ปัญหาเตรียมไว้เสมอ

ซึ่งจุดแข็งและจุดอ่อนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เราควบคุมได้ แก้ไข ปรับปรุง พัฒนา หรือต่อยอดได้
ส่วนโอกาสและอุปสรรคจะเป็นเรื่องที่เราควบคุมได้ยาก ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจ หาจังหวะใช้โอกาสให้เป็น และก้าวผ่าน หรือหลบหลีกอุปสรรคให้ได้

สุดท้ายจึงนำ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค

มาสรุปและจัดทำเป็นวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ แผนดำเนินการ และการประเมินผล ในแผนงานต่อไป

ผมได้เพิ่มเติมตัวอย่างการทำ SWOT ไว้ที่คลิปตามด้านล่างนี้ หากสนใจลองรับฟังเพิ่มเติมนะครับ... 
Case Study: เปิดร้านอาหารญี่ปุ่น จะใช้ SWOT อย่างไรดี...


ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
.
.
เป็นยังไงกันบ้างครับ... ผมหวังว่าคงนำ SWOT ไปวิเคราะห์ธุรกิจและการตลาดของเพื่อนๆ ได้กันนะครับ ^^

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด




ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การตลาด คือ... What Marketing is

การตลาดคืออะไร... มีหลายท่านถามผมบ่อย และสงสัยบทบาทและหน้าที่ของมันเป็นอย่างมาก...

วันนี้ผมเลยขอนำบทความตอนหนึ่งจากหนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด 
มาอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นครับ มาดูกันเลย
ทำไมปัจจุบันหลายคนต่างสนใจเรื่องการตลาด
การตลาดมีอะไรดี ???
การตลาดช่วยอะไรได้ ???
คำถามเหล่านี้ผมเจอบ่อยมากครับ
เลยขอตอบแบบที่คิดว่า ใช่ที่สุด นั่นก็คือ

การตลาด ช่วยสร้างเงินทั้งยอดขายและกำไร
การตลาด ช่วยสร้างลูกค้าทั้งระยะสั้นและระยะยาว
การตลาด ช่วยปกป้องเราจากการแข่งขันที่รุนแรง
การตลาดช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเรา

ในเมื่อการตลาดเหมือนพระเอกสุดๆ ขนาดนี้
ทำไมทุกธุรกิจ... จะไม่ให้ความสำคัญกับการตลาดละครับ
ทั้งตัวเจ้าของธุรกิจเองที่ต้องหันมาเรียนรู้เรื่องการตลาด
รวมไปถึงการจ้างงานราคาแพงสำหรับลูกจ้างเซียนการตลาดทั้งหลาย
ก็ย้ำกันอีกครั้งยุคนี้การตลาดคือ พระเอกตัวจริง (จริงๆ)

เรื่องสำคัญต่อมาก็คือหลายคนรู้ว่า การตลาดสำคัญจริง
แต่จะมีสักกี่คน ที่เข้าใจการตลาดจริงๆ ว่า

การตลาดคืออะไร

ผมให้เวลาคิด 10 วินาที
การตลาดคือ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์รึเปล่า ???
การตลาดคือ การขายรึเปล่า ???
การตลาดคือ เรื่องแบรนด์รึเปล่า ???
ที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด
แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่ ชัดเจนและเหมาะสม ว่า… การตลาดคืออะไร

ในความคิดของผม
คำตอบที่สั้น กระชับ ชัดเจน และเหมาะสมที่สุด ก็คือ
 การตลาดคือ การตอบสนองความต้องการของลูกค้า
สั้นๆ และเข้าใจง่ายๆ แบบนี้ละครับ

แต่ถ้าอยากเข้าใจให้มากขึ้น... เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้... 
ต้องศึกษาต่อ โดยให้เน้นไปที่ 3 คำนี้ครับ

ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง

หากสนใจอยากรับฟังเรื่องการตลาดคืออะไรแบบละเอียดมากขึ้น... เชิญรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
.
.
ก็มาจบที่ตรงนี้ครับ หวังว่าหลายๆ ท่านคงได้คำตอบดีๆ ไปแล้ว... ไว้บทความหน้า เราค่อยมาขยายความกันต่อกับเจ้า 3 คำนี้ึครับ... ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง ^^

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด



ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด

ห่างหายจากการเขียนบล๊อกไปนานมากๆ...

เนื่องด้วยติดภารกิจเขียนหนังสือ + วิทยากร + ที่ปรึกษา + ทำงาน + ฯลฯ

ซึ่งหากมีจังหวะดีๆ จะกลับมาเขียนเรื่องราวการตลาดที่น่าสนใจต่อแน่นอนครับ...

และหากเพื่อนๆ ท่านใด อยากให้เขียนถึง เล่าถึง วิเคราะห์ถึงเรื่องไหน (ในมุมการตลาดนะครับ)... สามารถส่งข้อความมาทาง Inbox - FB ผมได้เลย... https://www.facebook.com/MarKeTingInDeeD

สำหรับในครั้งนี้... ผมมีผลงานเขียนหนังสือเล่มล่าสุดมาฝากครับ
หนังสือเล่มนี้... สำหรับคอการตลาดไม่ผิดหวังแน่นอน รวมถึงผมได้เขียนถึงแง่คิดในการใช้ชีวิตมาฝากด้วยเช่นกัน

สำหรับไอเดียหนังสือ The Invisible Hat เล่มนี้... มาจากความเชื่อที่ว่า คนเรามีหมวกที่มองไม่เห็น (The Invisible Hat) สวมใส่อยู่ทุกวัยทุกช่วงอายุ ซึ่งหมวกนั้นก็เปรียบได้กับ ตัวตน ความคิดของเรา... บางครั้งเราโดนคนอื่นใส่ให้บ้าง บางครั้งเราเลือกที่จะใส่เองบ้าง... สิ่งสำคัญคือ เรารู้ตัวหรือไม่ ว่า หมวกใบที่ใส่อยู่มันคือ สิ่งที่ใช่สำหรับเราจริงๆ รึปล่าว... ซึ่งเล่มนี้ ผมได้สอดแทรกมุมมองและความคิดที่สำคัญ ทั้งด้านชีวิตและการตลาดไว้มากพอสมควร... ลองติดตามกันดูครับ ^^

Wikran M.