แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Marketing แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Marketing for Business Startup


ว่าด้วยเรื่อง Marketing for Business Startup...


ตอนนี้เทรนด์การทำธุรกิจแบบ C2C หรือผู้บริโภคกับผู้บริโภค... กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกครับ และบ้านเราเองก็กำลังมาเช่นกัน

เทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้... หลักๆ เลยมาจากโลกออนไลน์ที่เชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกัน ทำให้อุปสรรคต่างๆ ที่มีก่อนหน้านี้ เช่น ช่องทางจัดจำหน่าย และการทำสื่อสารการตลาด แทบจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป !!!

ในมุมการตลาด... หากนำมาประยุกต์ใช้กับ Business Startup ผมมีขอแนะนำ 3 เรื่องสำคัญด้วยกันครับ

1.) ก่อนจะเริ่มต้นทำธุรกิจใดก็ตาม ให้ศึกษาตลาดให้ดีก่อนว่า "ตลาดอยู่ในช่วงไหน"... หากอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีแนวโน้มเติบโต (Introduction & Growth Stage) จะถือว่า ดีมากในการกระโดดเข้าไปทำธุรกิจในตลาดนั้น เพราะตลาดมีความต้องการ และคู่แข่งยังมีน้อยอยู่

แต่หากอยู่ในช่วงอิ่มตัวและกำลังถดถอย (Maturity & Decline Stage) ให้ดูดีๆ ครับ... ต่อให้เราเก่งแค่ไหน ก็เอาชนะตลาดได้ยาก เพราะความต้องการซื้อมันกำลังหมดไป และส่วนใหญ่จะมีคู่แข่งเยอะมากในตลาด

2.) เมื่อตัดสินใจทำธุรกิจแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องระบุให้ได้คือ "ใครจะเป็นลูกค้า/ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา"... ข้อนี้สำคัญมากครับ หากผลิตของออกมาแล้ว มั่นใจมาก แต่สุดท้ายขายไม่ออก เพราะไม่รู้จะไปขายใครหรือไม่รู้ว่าใครคือลูกค้า ธุรกิจก็จะเหนื่อยมากครับ

ทางที่ดี ลองคิดให้ออกก่อนว่า ผลิตภัณฑ์นี้ ใครมีแนวโน้มจะซื้อเราบ้าง... เอาแบบคิดให้เห็นเป็นรูปธรรมเลยนะครับ ไม่ใช่แบบกว้างๆ เช่น ทำเค้กขึ้นมา แล้วจะขายเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ออฟฟิส อย่างนี้เป็นไปได้ครับ

และจะถือเป็น Product Testing ไปในตัวด้วยซ้ำ ซึ่งถ้ามี Repeat Order ละก็ ผ่านครับ เริ่มคิดการใหญ่ต่อไปได้... แต่ถ้าไม่มีใคร Repeat Order ด้วยตนเองเลย อย่างนี้ต้องรีบหาสาเหตุและปรับปรุง/พัฒนาผลิตภัณฑ์ก่อนเลยครับ

3.) เมื่อเจอตลาดที่มีความต้องการ มีลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เราอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามั่นใจในตลาดและผลิตภัณฑ์ของเราแล้ว ก็ถึงเวลาขยับขยายตลาดครับ... ซึ่งผมแนะนำเป็น "Social Media Marketing" ที่ใช้เงินไม่สูงมากนัก และมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงในยุคนี้

ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Youtube, Line พวกนี้ต้องใช้ให้เป็นและใช้ให้เก่งครับ... จะช่วยขยายตลาดและลูกค้าได้มาก

และควรใส่ใจกับ "Content (เนื้อหา)" ในการโพส/อัพ/แชร์ ให้เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายให้มากๆ ด้วย... เพราะหากทำ Content Marketing ได้ดี จะช่วยขยายฐานผู้ติดตามได้มากครับ และเมื่อมีผู้ติดตามมากขึ้น มันก็มักส่งผลต่อการซื้อที่จะมากตามด้วยเช่นกัน

หลักๆ ก็ประมาณนี้ครับ สำหรับ Marketing for Business Startup... ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อท่านผู้อ่านที่สนใจทำหรือกำลังทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ครับ ^^

Wikran M.

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

10 ข้อ... Marketing Mindset ที่นักการตลาดควรมี !!!

วันนี้เราจะมาดูกันเรื่อง Marketing Mindset... 10 ข้อที่นักการตลาดควรมีกันครับ

*Mindset = ความคิดและความเชื่อที่ส่งผลต่อการกระทำ

Mindset การตลาดที่ดี... ส่งผลต่อการทำตลาดให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นอย่างมาก มาดูกัน

1.) "การตลาดเป็นแนวคิดที่ใช้ในการตอบโจทย์ธุรกิจเป็นสำคัญ"
หากทำตลาดไป เช่น สร้างแบรนด์ ทำโฆษณา ทำโปรโมชั่น จัดกิจกรรม ทำวิจัยการตลาด วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ทำตลาดดิจิตอล เป็นต้น แต่ตอบไม่ได้ว่า สิ่งที่เราทำไปนั้น ไปช่วยธุรกิจของเราได้อย่างไร สัมพันธ์กันอย่างไร ตอบโจทย์ธุรกิจข้อไหน อย่างไร... อย่างนี้ ก็อาจหาประโยชน์ได้ยากจากการทำตลาดนั้น เพราะฉะนั้นทำการตลาดทุกครั้งต้องตอบโจทย์ธุรกิจ เช่น ยอดขายและกำไร จะแบบระยะสั้นหรือแบบระยะยาวก็ต้อง "ระบุโจทย์ให้ชัดเจน" ครับ

2.) "การตลาดไม่ใช่การขาย แต่การตลาดคือการทำให้เกิดการซื้อ"
บ่อยครั้งที่หลายคนสับสนว่า การตลาดคือการขาย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ครับ แต่กล่าวได้ว่า แนวคิดการตลาดพัฒนามาจากแนวคิดการขายได้ครับ การขายเน้นที่ "การผลัก (Push)" - พยายามผลักสินค้าออกไปที่มือลูกค้าจนขายได้ แต่การตลาดเน้นที่ "การดึง (Pull)" - พยายามดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อด้วยตัวของพวกเค้าเอง... ดังนั้นวิธีคิดและวิธีทำระหว่างการตลาดและการขายจึงแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งการตลาดต้องตั้งคำถามเสมอว่า "ทำอย่างไรลูกค้าจึงจะซื้อ" ครับ

3.) "การตลาดเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญมากที่สุดกับคำว่า ลูกค้า"
ลูกค้าคือ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแนวคิดการตลาดที่ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจขึ้น ตั้งแต่ "การระบุลูกค้าที่คาดหวัง" ว่าจะมาซื้อคือใคร (กลุ่มเป้าหมาย) "การดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย" นั้นให้รู้จัก สนใจ เกิดปฏิสัมพันธ์ และนำมาสู่จุดขาย (P.O.S, Point of Sales) "การสร้างประสบการณ์ที่ดี" ณ จุดขาย (CEM, Customer Experience Management) จนนำไปสู่ "การซื้อ" และ "การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า" ให้กลับมาซื้อซ้ำ ไม่ไปซื้อแบรนด์อื่น และบอกต่อแบรนด์ในมุมที่ดี (CRM, Customer Relationship Management)... ซึ่งการตลาดต้องดูครอบคลุมทุกมิติ ทั้งก่อนซื้อ ระหว่างซื้อ และหลังซื้อครับ

4.) "การตลาดคือ เรื่องราวของการตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยสร้างยอดขายและกำไรบนความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก"
Key Words 3 คำของการตลาดไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนก็ตามก็คือ "ลูกค้า" "ความต้องการของลูกค้า" และ "การตอบสนองของบริษัท" โดย 3 คำนี้นำมาซึ่งหลักการตลาดมากมายให้ได้เรียนรู้กัน เช่น การวิเคราะห์ตลาด การวิเคราะห์ลูกค้า การระบุกลุ่มเป้าหมาย การทำวิจัยหาความต้องการเชิงกว้างและลึกของกลุ่มเป้าหมาย การตอบสนองด้วยการสร้างคุณค่าเช่น จุดยืน แบรนด์ ส่วนผสมการตลาด และนำเสนอคุณค่านั้นออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายเช่น การสื่อสารการตลาดต่างๆ เป็นต้น... แต่หลักการทั้งหมดที่ศึกษา วางแผน และลงมือทำไป ต้องวกกลับมาสู่ยอดขายและกำไรได้แบบที่ลูกค้ายินดี เต็มใจ พึงพอใจ ไม่ใช่ไปหลอกลวงหรือแกมบังคับให้ลูกค้าซื้อครับ เพราะมันไม่เหมาะสมและจะส่งผลเสียในระยะยาวแน่นอน

5.) "การตลาดเป็นแนวคิดที่ต้องผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ เมื่อนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในการทำตลาด"
ศาสตร์คือ "วิทยาศาสตร์" ใช้ข้อมูล ใช้ข้อเท็จจริง ใช้หลักการ ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ คิดเป็นขั้นเป็นตอน พิสูจน์ความคิดได้ และศิลป์คือ "ศิลปะ" ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้จินตนาการ ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ... ซึ่งนักการตลาดจะใช้ศาสตร์นำแล้วศิลป์ตาม หรือศิลป์นำแล้วศาสตร์ตามก็เป็นได้ทั้ง 2 แบบ สำคัญที่ต้องใช้ผสมผสานกันเสมอ เช่น... หากใช้ศิลป์นำ มีความคิดสร้างสรรค์บรรเจิดมากอยากทำ ลานหิมะเทียมที่หาดใหญ่ ก็คิดได้ แต่ต้องใช้ศาสตร์ตามอีกที ด้วยการทำวิจัย ทำแบบสอบถามว่า นักท่องเที่ยวและคนหาดใหญ่ว่าต้องการหรือไม่ เพื่อเป็นการกรองอีกทีว่า ความคิดนั้นเป็นไปได้ขนาดไหน ถูกจังหวะหรือไม่... หรือหากใช้ศาสตร์นำ วิเคราะห์เทรนด์ตลาดมาแล้วว่า การทำ Digital Marketing จำเป็นต้องทำ เพื่อดึงดูดลูกค้าในยุคปัจจุบันนี้ ศิลป์จะมาเป็นตัวสร้างแรงดึงดูดด้วยความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ที่แตกต่างและมีสีสัน... กล่าวได้ว่า หากเปรียบเทียบการตลาดเป็นอาหารจานเด็ดที่ทำให้ผู้คนติดใจ ศาสตร์เปรียบได้กับวัตถุดิบและสูตรทำอาหาร ศิลป์เปรียบได้กับเครื่องปรุงรสและหน้าตาอาหาร ที่เชฟนักการตลาดต้องทำจานเด็ดนี้ออกมา โดยใช้ศาสตร์ วัตถุดิบที่มีคุณภาพ สูตรอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมเป็นขั้นเป็นตอน และใช้ศิลป์ การปรุงรสให้แตกต่างมีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง การตกแต่งหน้าตาอาหารให้ดูน่าทานมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเช่นกัน

6.) "การตลาดควรวางแผนก่อนลงมือทำ ไม่ควรลงมือทำโดยปราศจากการวางแผน"
การวางแผนการตลาดประกอบด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญคือ "การวิเคราะห์สถานการณ์ การตั้งวัตถุประสงค์ การกำหนดกลยุทธ์ การวางแผนดำเนินงาน และการกำหนดเกณฑ์การประเมินผล"... ซึ่งจาก 5 ขั้นตอนนี้ทำให้เรารู้ว่า (1.) เราทำการตลาดนี้เพราะอะไร - การหาข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ (2.) เราทำการตลาดนี้ไปเพื่ออะไร โจทย์การตลาดคืออะไร - การตั้งวัตถุประสงค์ (3.) เราคิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ (Key Ideas) ที่ต้องทำเพื่อตอบโจทย์การตลาดนี้ - การกำหนดกลยุทธ์ (4.) เราจะแปลงกลยุทธ์ที่กำหนดมานี้ให้เป็นจริงได้ต้องทำอะไรบ้าง (What) อย่างไร (How) ใครทำ (Who) เมื่อไหร่ (When) และเท่าไหร่ (How much) - การวางแผนดำเนินการ (งาน-คน-เวลา-งบประมาณ) (5.) เราจะวัดผลการทำตลาดนี้อย่างไร - การกำหนดเกณฑ์การประเมินผล... ซึ่งการวางแผนการตลาดที่ดี จะช่วยลดข้อผิดพลาดต่างๆ จากการลงมือทำตลาดได้ ช่วยทำให้การทำตลาดมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล... แต่ก็ต้องระวังไว้ด้วยว่า "ถึงแม้แผนจะดีมาก แต่ถ้าทำไม่ได้ตามแผน แผนนั้นย่อมหาประโยชน์อะไรได้ยากครับ"

7.) "วางแผนการตลาดดีแล้ว ทำได้ตามแผนแล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ตอบโจทย์การตลาดและธุรกิจ อย่าหน่ายที่จะปรับแผนและลงมือทำใหม่อีกครั้งจนกว่าจะตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง"
หลายครั้งที่ทำตลาดไปแล้วตามแผน แต่ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดหวัง สิ่งแรกที่ต้องทำคือ "หาปัญหา/ประเด็นหลัก (Key Issues)" ให้เจอว่าคืออะไร ซึ่งเป็นไปได้หลายอย่าง ทั้งสถานการณ์เปลี่ยน คู่แข่งตอบโต้ วางกลยุทธ์ผิดพลาด คนที่รับผิดชอบอาจไม่เข้าใจทำไม่เป็น งบประมาณไม่พอ ผู้บริโภคไม่ตอบรับ กระแสสังคมไม่ดี เป็นต้น... ต้องหาให้เจอ และแก้ให้ตรงจุด อย่าเกาผิดที่คันครับ ซึ่งหากมั่นใจว่าเจอ Key Issues แล้ว ถ้าระดับไม่รุนแรงก็เพียงยืดหยุ่นในแผนดำเนินงาน แต่ถ้าหากรุนแรงก็ต้องปรับทั้งแผนกลยุทธ์เลยครับ... สิ่งสำคัญคือ ความเร็วในการตอบสนองต่อปัญหาที่พบเจอ อย่าปล่อยให้เนิ่นนานจนส่งผลเสียหายต่อธุรกิจครับ

8.) "การทำตลาดภายนอก-ลูกค้าว่าสำคัญแล้ว แต่การทำตลาดภายใน-ทีมงาน หน่วยงานและผู้บริหารในบริษัทนั้นสำคัญยิ่งกว่า"
การตลาดจะประสบความสำเร็จได้ แน่นอนว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่อง "คน" ซึ่งก็คือ ความเข้าใจและการสนับสนุนจากผู้บริหาร การให้ความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น และทีมงานที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และทักษะที่ช่วยเสริมกัน... ซึ่งทีมงานการตลาดควรมีทักษะที่หลากหลาย เช่น คนนี้เก่งวิเคราะห์ คนนี้เก่งความคิดสร้างสรรค์ คนนี้เก่งการประสานงานติดตามงาน คนนี้เก่งการนำทีม คุมทีม กระตุ้นทีม เป็นต้น เวลาคิดแผน ทำตลาด ผลจะออกมาดี เพราะไม่มีใครเก่งได้ทุกเรื่องทุกทางในงานการตลาด ต้องช่วยเสริมกันครับ... หากทำ "การตลาดภายใน" ได้ดี ทุกคนช่วยกัน การตลาดของบริษัทนั้นย่อมออกมาดีแน่นอน แต่ถ้าการตลาดภายในยังทำได้ไม่ดี ไม่เข้าใจกัน คอยขัดกัน แน่นอนครับว่า มันจะยากมากที่จะทำตลาดภายนอกได้สำเร็จ เพราะจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นเยอะมาก ควบคุมได้ยาก และส่งผลให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีอย่างที่คาดหวังไว้... ซึ่งนักการตลาดต้องระวังเรื่องนี้ไว้ให้ดีครับ กับการตลาดภายในบริษัท

9.) "การตลาดประกอบด้วย 5 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำตลาดเสมอ คือ คน ข้อมูล ระบบ เงิน และเวลา"
"คน" ในที่นี้ หมายถึง ทีมตลาดที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่หลากลายประกอบเข้าด้วยกัน และผู้บริหารและหน่วยงานอื่นให้การสนับสนุน "ข้อมูล" หมายถึง ข้อมูลสำคัญที่ต้องมีมากพอที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ "ระบบ" ในที่นี้ หมายถึง ขั้นตอนภายในที่ชัดเจนรวดเร็ว และมีเทคโนโลยีที่มาช่วยในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดความสะดวก "เงิน" หมายถึง งบประมาณการตลาดที่เหมาะสม และ "เวลา" หมายถึง ระยะเวลาที่เพียงพอต่อการทำตลาดให้ติด... อย่าแปลกใจครับ หากทำตลาดไปแล้ว ไม่ถึง ไม่ติด ไม่ดี ไม่ประสบความสำเร็จ สาเหตุหลักๆ ก็มาจากการที่เราขาดปัจจัยสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งไปครับ ซึ่งจะทำให้เราทำตลาดนั้นได้ตามสภาพ แต่อาจขาดพลังในการขับเคลื่อนให้ทำตลาดได้ประสบความสำเร็จครับ

10.) "หลักการ ทฤษฏี ความสำเร็จของการตลาดในอดีต อาจไม่ได้ผลในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้นอย่ายึดติดกับอดีตมากนัก ควรเน้นอยู่กับปัจจุบัน และมองโอกาสในอนาคตเสมอ"
ความน่าสนใจมากที่สุดของการตลาดก็คือ การตลาดไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ไม่มีถูกไม่มีผิดแบบ 100% และการตลาดมักเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีครับ... ดังนั้นนักการตลาดจึงต้องอัพเดทตนเองอยู่เสมอ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน โดยเฉพาะยุคนี้ที่เข้าสู่ยุค "Marketing 3.0" แนวคิด และรูปแบบการตลาดได้เปลี่ยนไปมาก กล่าวได้ว่า เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อผู้คนเข้าหากัน โดยเฉพาะ "Social Network" คือ แรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ครับ... ใครที่เปลี่ยนแปลงย่อมอยู่รอด แต่ใครที่ไม่เปลี่ยนแปลงย่อมอยู่ยาก ซึ่งเป็น "สัจธรรมธุรกิจและการตลาด" สำหรับทุกยุคทุกสมัยครับ

ก็ครบถ้วนทั้ง 10 ข้อนะครับ สำหรับ Marketing Mindset... ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Mindset การตลาดนี้จะช่วยจุดประกายความคิดการตลาดที่มีประสิทธิภาพและประสทิธิผล เหมาะสม และถูกทางให้กับทุกท่านได้ และสุดท้ายนี้ผมฝากไว้ว่า... "ผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นได้จากการกระทำ (Action) และการกระทำที่ใช่ตอบโจทย์ธุรกิจและการตลาด ก็เกิดจากความคิดและความเชื่อ (Mindset) ที่ดีเหมาะสม" ครับ ^^

Wikran M.


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Product Life Cycle: วิเคราะห์สถานการณ์การตลาดด้วยวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

สำหรับหลักการ Product Life Cycle หรือเรียกย่อๆ ว่า PLC ซึ่งก็คือ... วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ นั้น

เป็นหลักการที่มีมานานมากแล้วครับ... แต่ถึงจะนานแค่ไหน หลักการนี้ก็ยังคงมีประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์การตลาดอยู่มากทีเดียว !!!

เพราะจะทำให้เรารู้ตนเองว่า... ผลิตภัณฑ์ของเราอยู่ในขั้นตอนไหน และควรจะวางแผนการตลาดอย่างไรต่อครับ

เรามาทำความรู้จักกับเจ้า PLC นี้กันเลย...


วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เป็นการแบ่งช่วงเวลาของผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่ ช่วงแนะนำ (Introduction) ช่วงเติบโต (Growth) ช่วงอิ่มตัว (Maturity) และช่วงถดถอย (Decline) โดยอ้างอิงกับปัจจัยยอดขายและระยะเวลา

ช่วงแนะนำ (Introduction) 

เป็นช่วงแรกของการเข้าสู่ตลาด

• บริษัทเริ่มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ช่วงนี้ผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้คน จึงจำเป็นต้องทำการสื่อสารการตลาดเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์สู่ตลาด เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรม และการส่งเสริมการตลาด ณ จุดขาย เป็นต้น

• ทำให้มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดสูง ยอดขายผลิตภัณฑ์ยังต่ำ และอัตราการเติบโตต่ำ

ช่วงเติบโต (Growth)

เป็นช่วงที่สอง หลังจากทำการสื่อสารการตลาดในช่วงแรกไปแล้ว

• เมื่อกลุ่มผู้บริโภค เริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์ ทดลองใช้ บอกต่อ และช่องทางจัดจำหน่ายเริ่มรู้จักและแนะนำกับลูกค้า ทำให้ยอดขายสินค้าเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงแรก โดยช่วงนี้ สามารถกระตุ้นยอดขาย โดยการใช้การส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม เข้ามาเสริม

• อย่างไรก็ตาม ยังคงมีค่าใช้จ่ายสูงในการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ติดตลาด

ช่วงอิ่มตัว (Maturity) 

เป็นช่วงที่สาม หลังจากกลุ่มผู้บริโภคได้ทดลองใช้และพอใจในสินค้าแล้ว

• บริษัทมีลูกค้าขาประจำเกิดขึ้น จึงมียอดขายอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารการตลาด เช่น โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ก็จะลดลง เนื่องจากสินค้าเป็นที่รู้จักดีแล้ว

• ทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำตลาดลดลงกว่าช่วงแรกและช่วงที่สอง เป็นช่วงที่สร้างกำไรได้มากที่สุด

ช่วงถดถอย (Decline)

เป็นช่วงสุดท้ายในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

• เมื่อสินค้าติดตลาดเป็นที่ต้องการของลูกค้า ย่อมมีการแข่งขันที่สูงขึ้น คู่แข่งเข้ามาทำตลาดผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันมากขึ้น เป็นช่วงที่ยอดขายผลิตภัณฑ์เริ่มตกต่ำ จากการที่เกิดการแข่งขันสูงทั้งในด้านราคาและการส่งเสริมการขาย ลูกค้าเริ่มทดลองผลิตภัณฑ์คู่แข่ง บริษัทไม่กล้าที่จะทุ่มทุนสู้ใหม่ในตลาด จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ค่อยๆ หายไปจากตลาดในที่สุด 
.
.
.
จากหลักการ PLC ข้างต้นนี้... หากเจ้าของผลิตภัณฑ์รู้ตัวว่า ผลิตภัณฑ์อยู่ในขั้นตอนไหนก็จะมีความสำคัญต่อการวางแผนและลงมือปฏิบัติทางการตลาดต่อไป เช่น... 

ช่วงแรก Introduction ต้องโหมทำตลาด โดยยังไม่หวังยอดขายมาก วัตถุประสงค์หลักคือ ให้คนรู้จักและเกิดการทดลองใช้ให้มีประสบการณ์ที่ดีเกิดขึ้น

ช่วง Growth ต้องเร่งให้ผลิตภัณฑ์ติดตลาดต่อไป ช่วงนี้ยอดขายจะพุ่งขึ้นอย่างชัดเจน อย่าเพิ่งชะลอการทำตลาด ต้องบุกต่อจนผลิตภัณฑ์มี Market Share ที่ดีในตลาด และผู้บริโภครู้จักและมีประสบการณ์กันในวงกว้างแล้ว

ช่วง Maturity ช่วงนี้ สัญญาณที่บอกคือ อัตราการเติบโตของยอดขายเริ่มช้าหรือตกลง Market Share เริ่มไม่ขยับ บ่งบอกว่า ถึงเวลาประคองตัว ควบคุมค่าใช้จ่าย รักษาลูกค้าไว้ให้ดี ที่สำคัญคือ ช่วงนี้จะเก็บกำไรได้อย่างดีและต่อเนื่องครับ

ช่วงสุดท้าย Decline หากมาถึงช่วงนี้ สัญญาณที่บอกคือ ยอดขายตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด หากไปดูภาพรวมตลาด ถ้าตลาดตกลงมากเช่นกัน อันนี้ให้เตรียมถอนตัวกันดีๆ ได้เลยครับ แต่หากดูแล้วภาพรวมตลาดยังปกติ แต่ตกเฉพาะเรา ก็ต้องมาวิเคราะห์ต่อว่า เกิดจากอะไร และจะปรับตัว Re-Launch ใหม่ หรือจะเปลี่ยนแบรนด์ทำใหม่ หรือจะทำอย่างไร ก็ต้องมาตัดสินใจหาทางออกที่ดีที่สุดกันอีกทีครับ

สุดท้ายนี้ Product Life Cycle หรือวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ หากวิเคราะห์เป็น ก็จะช่วยเราได้มากต่อการวางแผน แนวคิดและแนวทางในการทำตลาดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ของเราครับ

Wikran M.

หมายเหตุ: ส่วนหนึ่งของบทความนี้มาจากหนังสือ Marketing for Work... งานตลาด 


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

Segmentation การแบ่งส่วนตลาด... เรื่องสำคัญที่นักการตลาดควรเข้าใจ !!!

สวัสดีครับทุกท่าน... วันนี้เราจะมาดูเรื่องสำคัญที่นักการตลาดควรเข้าใจ !!!

ซึ่งก็คือ... เรื่อง Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดครับ


หลายท่านคงเคยได้ยิน หลักการ STP Marketing ซึ่งย่อมาจาก Segmentation, Targeting และ Positioning... ซึ่ง Segmentation จะเป็นตัวแรกที่เราจะใช้ ก่อนที่จะไปกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) และกำหนดจุดยืน (Positioning) ครับ... ดังนั้นหากเราทำ Segmentation ได้ไม่ค่อยเหมาะสมนั้น ก็จะกระทบไปถึงเรื่องสำคัญอื่นๆ เช่น Targeting และ Positioning รวมถึงกลยุทธ์การตลาดอื่นๆ ต่อไปแน่นอนครับ

มาทำความเข้าใจกับเจ้า Segmentation และวิธีการแบ่งส่วนตลาดกันได้เลยครับ...
.
.
.
โดยหลักการแล้ว Segmentation เกิดขึ้นมา เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมการตลาด จากยุคอดีตที่เน้นทำ Mass Market หรือตลาดมวลชน ที่ผลิตสินค้าขึ้นมา 1 อย่าง แล้วทำตลาดเจ้าสินค้านั้นกับทุกคน หรือ One Product fits all market เช่น ในอดีตน้ำอัดลม Coke ที่เน้นขายกับทุกคนทั่วประเทศอเมริกา... แต่ต่อมาด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคเริ่มมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น (หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 - ปี 1945 เป็นต้นมา ที่สังคมและเศรษฐกิจเริ่มนิ่งและดีขึ้น)... พวกเค้าเริ่มมองหาสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเค้าได้อย่างเหมาะสม มากกว่าที่จะเลือกยอมรับสินค้าที่บริษัทหรือโรงงานคิดเอง เออเอง ผลิตขึ้นมาเอง แล้วทำตลาดออกไป

หลักการแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) จึงเกิดขึ้น จากเดิมที่มองทุกคนต้องการเหมือนกันหมด... นักการตลาดเริ่มเข้าใจว่า ผู้คนมีความต้องการที่แตกต่างกัน... แต่หลักการนี้ ยังไม่ได้ลงไปลึกแบบ One to One Marketing หรือการตลาดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ที่เน้นการตอบสนองความต้องการของแต่ละคน เพราะการทำตลาดแบบ One to One Marketing ก็มีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนที่สูงต่อคนที่สินค้าหลายประเภทยังไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าในอนาคตมีเทคโนโลยีที่ช่วยในการลดต้นทุนต่อคนได้ หลักการตลาด One to One Marketing จะมีความสำคัญในการทำตลาดแน่นอนครับ

ดังนั้น ณ ปัจจุบัน Segmentation ยังคงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยเมื่อกำหนดตลาดได้แล้ว ก็จะทำการแบ่งส่วนตลาดออกเป็นกลุ่มๆ โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งนั้น มีอยู่ 4 ลักษณะที่สำคัญ...

1.) Demographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ รายได้ อาชีพ สถานะ (โสด-แต่งงาน) ครอบครัว (มีลูก กี่คน-ไม่มีลูก) เป็นต้น

2.) Psychographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักจิตวิทยา เช่น ความชื่นชอบ ค่านิยม แนวทางการดำรงชีวิต (Lifestyles) บุคลิกภาพ ชนชั้นทางสังคม (Social Class) เป็นต้น

3.) Geographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักภูมิศาสตร์ เช่น ที่ตั้ง (ประเทศ, จังหวัด, เขต) ขนาดของพื้นที่ (เมืองใหญ่-เล็ก) ลักษณะทีอยู่อาศัย (เมือง-ชนบท) เป็นต้น

4.) Behavioral Segmentation หรือ การแบ่งส่วนการตลาดด้วยหลักพฤติกรรมศาสตร์ เช่น อัตรการใช้ (ใช้มาก -ปานกลาง-น้อย) สถานะของผู้ใช้ (ไม่เคยใช้-ใช้ครั้งแรก-ใช้บ่อย) ผลประโยชน์ที่มองหา (เน้นประหยัด-เน้นคุณภาพ-เน้นความพึงพอใจ)โอกาสในการใช้/ซื้อ (ปกติ - พิเศษ) ช่วงเวลาที่ซื้อ ขนาดในการซื้อ เป็นต้น

ซึ่งจาก 4 เกณฑ์ข้างต้น... เราจะเอามาใช้ในการแบ่งส่วนตลาดกันครับ

ซึ่งในเชิงนำหลักการไปประยุกต์ใช้จริง จะมีคำถามสำคัญเกิดขึ้นดังนี้ครับ...

(1.) เราจะใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่งถึงจะเหมาะสมกับตลาดและผลิตภัณฑ์ของเรา ???
(2.) เราจะต้องแบ่งลึกเข้าไปขนาดไหน ถึงจะเหมาะสม ???
(3.) ใครเป็นผู้ตัดสินใจว่า แบ่งส่วนตลาดแบบนี้ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ???


ตอบ ข้อ 1...

จากประสบการณ์ที่ผมทำงานและเป็นที่ปรึกษาทางด้านการตลาดมา... ผมพูดได้อย่างหนึ่งเลยว่า ทุกบริษัทควรจะมีการแบ่งส่วนตลาดที่มีลักษณะเป็นของตนเอง โดยปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณาในการแบ่งคือ ความแตกต่างของกลุ่มที่น่าสนใจในตลาด (กลุ่มที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีโอกาสเป็นลูกค้าของเรา) ความต้องการของแต่ละกลุ่ม คู่แข่งในแต่ละกลุ่ม โอกาสและอุปสรรคในการทำตลาดของแต่ละกลุ่ม และจุดแข็งและจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์เราในแต่ละกลุ่ม

ยกตัวอย่างเช่น... ธนาคารหนึ่งมองไปที่ตลาดรายย่อย (Retail Market) และได้แบ่งส่วนการตลาด โดยใช้อาชีพ (Career) เป็นเกณฑ์หลักในการแบ่ง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.) กลุ่มพนักงานเอกชน 2.) กลุ่มข้าราชการ 3.) กลุ่มชาวบ้าน... ซึ่งแน่นอนว่า การแบ่งแบบนี้ ตอบโจทย์ที่ว่า...

(1.) แต่ละกลุ่มมีความน่าสนใจ เพราะมีความสามารถในการเป็นลูกค้าที่สร้างค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมการเงินได้เยอะ
(2.) แต่ละกลุ่มมีความต้องการที่ต่างกันอย่างชัดเจนในการทำธุรกรรมการเงิน
(3.) แต่ละกลุ่มมีคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด
(4.) แต่ละกลุ่มมีทั้งโอกาสและอุปสรรคในการทำตลาด
(5.) แต่ละกลุ่มมีจุดแข็งและจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์ที่จะนำเสนอ

ซึ่งหากแบ่งส่วนตลาดแบบนี้ และธนาคารนี้วิเคราะห์มาแล้วว่า... เค้ามีข้อได้เปรียบในส่วนกลุ่มชาวบ้านและข้าราชการ แต่เสียเปรียบในกลุ่มพนักงานเอกชน... ดังนั้น หากธนาคารนี้เลือกกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) เป็นทุกกลุ่มตามที่แบ่ง ก็ต้องวางกลยุทธ์ในการทำตลาดในแต่ละกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสม เช่น กลุ่มข้าราชการและชาวบ้าน ใช้กลยุทธ์ CRM เพราะต้องการรักษาฐานลูกค้าไว้ กลุ่มพนักงานเอกชน ใช้กลยุทธ์การตลาดหลักคือ Branding และ Pricing Penetration เพื่อเจาะตลาด (แน่นอนว่า กลยุทธ์ที่จะใช้นั้น ต้องมีพื้นฐานมาจากข้อมูลความต้องการของลูกค้า และต้องเป็นกลยุทธ์เด็ดที่เหนือกว่าในการทำให้ได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งหลักได้ครับ)

โดยสรุป... การแบ่งนั้นไม่มีเกณฑ์ที่ตายตัว สามารถใช้ได้ทั้งเกณฑ์หลักหรือเกณฑ์ผสมผสาน ขึ้นอยู่กับบริษัทนั้นๆ จะเห็นว่าสมควรและเหมาะสมครับ... โดยด่านแรกนี้ เราจะเรียกว่า Macro-Segmentation หรือการแบ่งส่วนตลาดแบบกว้างครับ

ตอบ ข้อ 2...

เมื่อกำหนดกลุ่มกว้างๆ ได้แล้ว ต่อมาต้องลงรายละเอียดเชิงลึกของกลุ่มกว้างๆ นี้ โดยเราจะเรียกขั้นตอนนี้ว่า Micro-Segmentation หรือการแบ่งส่วนการตลาดแบบย่อย... จากตัวอย่างเดิม ธนาคารแบ่งส่วนแบ่งตลาด เป็น 3 กลุ่ม เราก็จะมาดูต่อว่า ใน 3 กลุ่มนี้ มีปัจจัยสำคัญอะไรบ้างในแต่ละกลุ่มที่ทำให้เกิดกลุ่มย่อยที่ที่น่าสนใจและแตกต่างกัน เช่น รายได้ ที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการทำธุรกรรม ความชื่นชอบในการทำธุรกรรม เป็นต้น

หากธนาคารเจาะเข้าไปที่กลุ่มพนักงานเอกชน ก็จะพบว่า... ในกลุ่มใหญ่นี้ ธนาคารแบ่งส่วนตลาดย่อยเข้าไปอีก โดยแบ่งเป็นกลุ่มพนักงานเอกชนที่มีรายได้ 20,000 บาทขึ้นไป อาศัยอยู่ในเขตเมือง และกลุ่มอื่นๆ... ซึ่งหากธนาคารเลือกกลุ่มพนักงานเอกชน 20,000 + อาศัยอยู่ในเมืองเป็นกลุ่มหลัก ก็จะต้องค้นหาความต้องการของคนกลุ่มนี้และกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายนี้ต่อไปครับ

ดังนั้น หากจะตอบว่า ต้องแบ่งไปลึกแค่ไหน คำตอบก็คือ... แบ่งให้ลึกเท่าที่กลุ่มนั้นมีความน่าสนใจในการทำตลาด และแต่ละกลุ่มนั้นมีลักษณะและความต้องการที่แตกต่างกันก็พอสมควรแล้วครับ

ตอบ ข้อ 3...

แล้วใครจะเป็นคนตอบได้ว่า... แบ่งแบบนี้ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม... คำตอบก็คือ ตัวนักการตลาดเองนี้แหละครับ ที่ต้องมีความ Expert มีความเชี่ยวชาญและชั่วโมงบินมากพอ ที่จะเห็นว่า แบ่งแบบนี้เหมาะสมกับตลาด คู่แข่ง ลูกค้า และผลิตภัณฑ์ของเราแล้วครับ (ขออย่างเดียวว่า อย่าแบ่งออกมาแล้ว ได้ตามหลักวิชาการเป๊ะๆ แต่ไม่สามารถนำมาคิดวิเคราะห์ต่อยอด ทั้งในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย และกลยุทธ์การทำตลาดต่อไปได้ ก็พอครับ)
.
.
.
สุดท้ายการแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) ในแต่ละกลุ่มที่แบ่งมานั้น (Segments) จะต้องตอบให้ได้ว่า แต่ละกลุ่มมีความสำคัญกับเราอย่างไร (ถ้าเจอกลุ่มที่ไม่น่าสนใจเลยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ก็ไม่ต้องแบ่งออกมานะครับ เสียเวลาและสับสนปล่าวๆ)... โดยบางกลุ่มอาจเน้นภาพลักษณ์ บางกลุ่มอาจเน้นเงิน บางกลุ่มอาจเน้นกระแส เน้นการใช้แล้วบอกต่อ... ซึ่งเราอาจจะเลือกทำตลาดกับบางกลุ่มก่อน ไม่ต้องทำทั้งหมด หรืออาจจะเลือกทำตลาดกับทุกกลุ่มเลยก็ได้ (แต่ใช้กลยุทธ์การตลาดแตกต่างกันตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม)... สำคัญที่ว่า บริษัทเรามีความสามารถ (Capability) มากพอหรือไม่ และทำตลาดในแต่ละกลุ่มไปแล้ว สามารถตอบโจทย์การตลาดและธุรกิจของเราได้หรือไม่ นี่ต่างหากครับคือ สิ่งที่สำคัญที่สุดของการแบ่งส่วนตลาด !!!

Wikran M.

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Marketing Concept... ทำไมถึงต้องมีการตลาด ???

สำหรับท่านผู้อ่านที่อยากรู้ว่า... การตลาดเกิดขึ้นมาอย่างไร ??? เหตุผลใดถึงมีการตลาด ???

ในคลาส MarKeTing InDeed ClassRoom ครั้งที่ 2 นี้... ผมได้อธิบายถึงที่มาที่ไปของการตลาดครับ

โดยอธิบายด้วยแนวคิดการดำเนินธุรกิจ... ที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน 6 แนวคิดด้วยกัน คือ...

1.) แนวคิดการผลิต (Production Concept)
2.) แนวคิดผลิตภัณฑ์ (Product Concept)
3.) แนวคิดการขาย (Selling Concept)
4.) แนวคิดการตลาด (Marketing Concept)
5.) แนวคิดทางด้านลูกค้า (Customer Concept)
6.) แนวคิดการตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing Concept)

รายละเอียดติดตามรับฟังได้ที่นี้ครับ...



ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ... ขอบคุณครับ ^^

Wikran M.

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Foundation of Marketing... พื้นฐานการตลาด... การตลาดคืออะไร ???

ผมได้จัดทำ MarKeTing InDeed ClassRoom ขึ้นมา...

โดยความตั้งใจของผมคือ... อยากให้ท่านที่สนใจในเรื่องการตลาดได้เรียนรู้กัน... ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนไปถึงขั้นแอดวานซ์เลยครับ

สำหรับคลาสแรกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานการตลาด ในส่วนแนวคิดการตลาด หัวข้อการตลาดคืออะไร ???

เชิญรับชมรับฟังได้เลยครับ...





ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube

หากมีข้อติชมประการใด... แจ้งผมได้เลยนะครับ

สุดท้ายผมขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันมาตลอดครับ ^^

Wikran M.

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

Product Marketing... ผลิตภัณฑ์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง !!!

ผมมักเปรียบการทำตลาดเหมือนการสร้างหนังเรื่องหนึ่ง...

หนังหรือภาพยนตร์จะประสบความสำเร็จได้ก็วัดจากยอดขายตั๋วหนังและชื่อเสียงของหนัง...

ที่ผมชอบเปรียบกับหนังก็เพราะ... หนังนั้นสร้างและปล่อยออกมาในช่วงเวลาหนึ่งและก็จบไป... ไม่มีแก้บท ไม่มีแก้ตัว ไม่มียืดเยื้อ (ก็เปรียบเหมือนกับผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยออกไปสู่ตลาดแล้ว ปรับยากครับ)... ซึ่งทุกอย่างต้องถูกสร้างมาอย่างปราณีตและต้องมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จได้แน่นอน

ซึ่งในความเป็นจริง... ก็มีทั้งหนังที่ทำเงินและไม่ทำเงิน... แต่ผมเชื่อว่าทั้งผู้สร้าง ผู้กำกับหนัง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนั้น ล้วนแล้วแต่อยากให้หนังประสบความสำเร็จทั้งชื่อเสียงและเงินทอง

พอมาเปรียบกับบริษัทและนักการตลาดก็เหมือนกัน... เวลาคิดจะออก Product หรือผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างยอดขาย สร้างกำไร เจาะตลาดใหม่ สร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ หรือเห็นโอกาสใหม่ๆ ก็ตาม... บริษัทเปรียบได้กับผู้สร้างหรือผู้ออกทุนให้ทำ Product... นักการตลาดเปรียบได้กับผู้กำกับหนังที่ต้องหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล วางแผนกลยุทธ์ และแผนดำเนินการ... เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์นั้น เมื่อออกไปสู่ตลาดไปแล้ว เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทหรือผู้สร้างตั้งไว้

หนังที่สำเร็จในบ้านเรา... ล่าสุดที่เพิ่งสร้างปรากฏการณ์ใหม่ไปกับยอดเงิน 1,000 ล้านบาท... ใช่ครับ หนังเรื่อง "พี่มาก พระโขนง" นั่นเอง



พี่มาก พระโขนง หากวิเคราะห์ในมุมนักการตลาดแล้ว (ซึ่งผมมักจะวิเคราะห์แบบใช้ส่วนผสมการตลาดหรือ Marketing Mix เข้ามาจับ) สิ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จมากๆ คือ...

Product หรือผลิตภัณฑ์ครับ... ด้วยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างและสร้างสรรค์ โดยการนำเรื่องแม่นาค พระโขนง มากลับมุมมองเป็นเล่าเรื่องพี่มาก พระโขนง และที่สำคัญคือ ทำออกมาได้ถูกจริตคนไทยมากๆ นั่นคือ ตลก + หนังผี... ลองคิดดูสิครับ บ้านเราผู้บริโภคหนังชอบหนังแนวไหน

ต่อมาที่ต้องชมต่อคือ... Promotion หรือการส่งเสริมการตลาด อันนี้ก็ทำได้ดีมาก... เจาะไปที่กลุ่มวัยรุ่น โดยการใช้สื่อ Online มีการปล่อยคลิปเรียกกระแสออกมาก่อน ทำได้ดีจนเกิดกระแสปากต่อปากในโลกออนไลน์ เกิดเป็น Viral Marketing ที่ประสบความสำเร็จมากๆ คนดู คนวิวกันมหาศาล... และเมื่อกลุ่มวัยรุ่นชอบใจ ฮิตมาก ใครไม่ดูเชย... กลุ่มต่อไปที่ส่งผลถึงก็คือ กลุ่มคนทำงาน... ซึ่งหลายคนยังคิดว่าตนเองวัยรุ่นอยู่หรือยังอยากเป็นวัยรุ่นอยู่ก็ตามมา... ที่นี้เมื่อกลุ่มคนทำงานตามมา กลุ่มที่ตามต่อก็คือ กลุ่มครอบครัว ทั้งพี่ ป้า น้า อา คุณพ่อ คุณแม่ อยากดูกันหมด เพราะคนรอบข้างบอกหนังสนุก หนังดี จนไม่ดูไม่ได้แล้ว... จนลุกลามเป็นพี่มากฟีเวอร์ที่คนไทยทั้งประเทศไม่ดูไม่ได้แล้ว...

ในส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Price (ราคา) Place (สถานที่จัดจำหน่าย) People (คนให้บริการ) Process (ขั้นตอนการบริการ) และ Physical Evidence (สภาพแวดล้อมทางกายภาพ)... ล้วนไม่มีความแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น... ราคาตั๋วเท่ากัน โรงหนังที่ดูก็เหมือนกัน มีจำนวนเท่ากัน คนขายตั๋ว คนให้บริการก็เหมือนกัน ขั้นตอนการซื้อตั๋ว การบริการ และการดูหนังก็เหมือนกัน และสภาพโรงหนังที่ดูก็เหมือนกับหนังเรื่องอื่นเช่นกัน ดังนั้นส่วนผสมการตลาดอื่นๆ จึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ หรือ Key Success Factor

ดังนั้นคงพอมองเห็นภาพแล้วว่า... ยุคนี้ถ้าอยากทำตลาดให้ประสบความสำเร็จ ผลิตภัณฑ์จะต้องดีจริง เจ๋งจริงก่อน และการส่งเสริมการตลาดหรือการสื่อสารจะเป็นตัวที่ตามมา... เพราะหากผลิตภัณฑ์ดี แต่สื่อสารไม่เป็น อันนี้จะน่าสงสารมากๆ ครับ... แต่ในทางกลับกัน ถ้าผลิตภัณฑ์ธรรมดา แต่สื่อสารเก่งมาก ดีเยี่ยม ก็อาจทำตลาดได้ยากเช่นกัน เพราะคนจะซื้อมาลอง แต่พอรู้ว่า ธรรมดา ก็จะไม่กลับมาซื้อซ้ำ ไม่เกิดการบอกต่อ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เกิดการแชร์ข้อมูลกับเพื่อนๆ ว่าผลิตภัณฑ์ธรรมดาไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ครับ
ดังนั้นหากจะทำตลาด... ผมอยากให้ใส่ใจกับเรื่องผลิตภัณฑ์มากๆ... ผลิตภัณฑ์ที่ดี ที่แตกต่าง ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าและผู้บริโภค... เหล่านี้แหละครับ คือจุดสำคัญที่จะทำให้การทำตลาดประสบความสำเร็จ

แต่ก็เหมือนที่ผมบอกตอนต้นนะครับว่า การทำตลาดนะเหมือนการสร้างหนัง... เหมือนนะครับ แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกันไปซะหมด... หนังจะเน้นที่ผลิตภัณฑ์ (เนื้อเรื่อง บท ตัวแสดง ฯลฯ) และการส่งเสริมการตลาด (การสื่อสาร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการขายต่างๆ)... แต่การทำตลาด แน่ๆ คือ เน้นที่ผลิตภัณฑ์และการส่งเสริมการตลาดเหมือนกัน แต่ก็มีส่วนอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น ภาพลักษณ์ ราคา ช่องทางจัดจำหน่าย คน ขั้นตอน และสภาพแวดล้อมต่างๆ... โดยนักการตลาดต้องรู้ว่า อะไรคือ Key Success Factor ในการทำตลาดของตลาดนั้นๆ... โดยจะต้องศึกษาจากภาพรวมตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มเป้าหมาย และลูกค้า... ว่าพวกเค้าต้องการอะไร... บางตลาดต้องการแต่ราคาต่ำ ก็ต้องเน้นที่ราคา... บางตลาดแข่งกันที่ความสะดวกในการเข้าถึง ก็ต้องเน้นที่ช่องทางฯ... บางตลาดเน้นที่ภาพลักษณ์ ก็ต้องเน้นการสร้างแบรนด์... บางตลาดเน้นที่การบริการ ก็ต้องเน้นที่คน... บางตลาดเน้นที่ความรวดเร็วในการให้บริการ ก็ต้องเน้นที่ขั้นตอนการบริการ เป็นต้น

เมื่อเรียงลำดับความสำคัญของ Key Success Factor แล้ว... ก็มาเน้นพัฒนาต่อเป็นกลยุทธ์การตลาด วางแผนดำเนินงาน... ลงมือปฏิบัติตามแผน ตรวจสอบ และวัดผล... ก็จะรู้ว่า เราวางแผนและทำตลาดมาได้ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่ครับ

สุดท้าย... เชื่อผมเถอะครับ ลูกค้า ผู้บริโภคยุคนี้ ฉลาด มีข้อมูลและความรู้กันมาก... Product ที่ธรรมดา ที่ไม่แตกต่าง ทำตลาดยากครับ เพราะผู้คนรู้ทัน... ยิ่งถ้าราคาเท่ากัน ใกล้เคียงกันด้วยแล้วละก็ ยิ่งยากเข้าไปอีกครับ เพราะไม่รู้เลยว่าสาเหตุใด ทำไมพวกเค้าถึงจะมาซื้อของเรา... แต่หาก Product ดี แตกต่าง สร้างสรรค์ ตอบโจทย์ ทำการสื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี และรู้ถึง Key Success Factor อื่นๆ ที่ต้องเน้นในการทำตลาด... เพียงเท่านี้ ผมให้ 70% เลยครับว่า... คุณมีโอกาสที่จะทำตลาดได้สำเร็จ... ส่วนอีก 30% ผมเผื่อไว้ ในกรณีที่นักการตลาดไม่รู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือไม่รู้จักดำเนินการปรับปรุงพัฒนาให้ทันท่วงที เวลาลงมือทำตลาดจริง... การทำตลาดก็อาจจะไม่สำเร็จได้เช่นกันครับ

Wikran M.

ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

Business & Marketing: ธุรกิจและการตลาด

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า... ธุรกิจและการตลาดเกี่ยวข้องกันอย่างไร... มาดูกันครับ


วัตถุประสงค์หลักของการทำธุรกิจคือ กำไร
(ยกเว้นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรจริงๆ ไม่นับพวกกล่าวอ้าง หึหึ)

ซึ่ง กำไร เกิดได้จาก...
ยอดขาย ที่มากกว่า ค่าใช้จ่าย
ถ้าน้อยกว่าก็คือ... ขาดทุน

ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับ 2 ตัวนี้ยอดขายและ ค่าใช้จ่าย ครับ
ผมจะขอกล่าวถึงสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ก่อน

ซึ่งก็คือ ค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายเกิดจาก... ต้นทุนสินค้า ค่าเช่าที่ ค่าคน ค่าส่งเสริมการตลาด ค่าอุปกรณ์ ฯลฯ
ค่าใช้จ่ายถือว่าเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ หมายถึง
เราต้องรู้ว่า ควรจ่ายเท่าไหร่ ถึงจะไม่เกินตัว

แต่ก็จะมีบ่อยครั้ง ที่ทั้งเจ้าของธุรกิจและคนทำงานละเลยที่จะควบคุมค่าใช้จ่าย
จึงส่งผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือสูญเปล่าขึ้นมากมาย

ดังนั้นทำธุรกิจต้องดูค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญก่อนครับ

เมื่อควบคุมค่าใช้จ่ายได้... ก็จะสามารถกำหนด ยอดขาย ที่ทำให้เกิด กำไร ได้
ยอดขายเกิดจาก การขายและการตลาด
ดังนั้นธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับทั้ง การขายและการตลาด
เพราะนำมาซึ่งยอดขาย กำไรและความมั่งคั่ง

การทำธุรกิจเป้าหมายหลักคือ การสร้างความมั่งคั่งให้กับเจ้าของธุรกิจ

ซึ่งความมั่งคั่งเกิดจาก ผลกำไร ที่สะสมเรื่อยมา...
และผลกำไรเกิดจาก ยอดขาย ที่มากกว่า ค่าใช้จ่าย

การตลาด เป็นทั้งตัวสร้าง ยอดขาย
และขณะเดียวกัน ก็เป็นตัวสร้าง ค่าใช้จ่ายด้วย

ดังนั้นทั้งเจ้าของธุรกิจหรือคนทำงานด้านการตลาดต้องบริหารงบประมาณการตลาดดีๆ
เพื่อให้เกิด กำไร จากการตลาดไม่ใช่ ขาดทุน จากการตลาด

ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและการตลาดแล้ว... ก็จะสามารถทำการตลาดโดยใช้งบประมาณได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมครับ

หากสนใจอยากรับฟังเรื่องธุรกิจและการตลาดเพิ่มเติม ทำไมการตลาดถึงจำเป็นกับธุรกิจ... เชิญรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube


Wikran M.
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

Response to Customer's Needs & Wants: การตอบสนองความต้องการของลูกค้า

วันนี้เรามาดูกันต่อ... เรื่องการตอบสนองความต้องการของลูกค้ากันครับ...


ปัจจุบันการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปมาก
ถ้าเป็นอดีตมีผลิตภัณฑ์ดีๆ มีการบริการดีๆก็ขายของได้
แต่ปัจจุบันนอกจากเรื่องผลิตภัณฑ์และการบริการที่ต้องดีเป็นพื้นฐานแล้วยังต้องมีเรื่อง แบรนด์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เคยเห็น พลังของแบรนด์ กันไหมครับ

ผมมี Q&A (Questions & Answers) หรือการถาม-ตอบ
มาเป็นตัวอย่างให้ดูกัน

Q1: วันนี้จะไปซื้อยาสีฟันคอลเกต มีร้านให้เลือกเข้าไปซื้อ 2 ร้านคือ 7-11 และ Family Mart (ราคายาสีฟันเท่ากัน) คำถามคือ คุณจะเลือกเข้าไปซื้อที่ร้านไหน
A1: จากที่ผมถามมาทุกคนเลือก 7-11 ครับ และทุกคนตอบตรงกันว่า “7-11 น่าเดินเข้าไปมากกว่า
Q2: วันนี้มีรถยนต์แบบเดียวกันคือ Toyota และ Lexus ถ้าราคาเท่ากัน คุณจะเลือกยี่ห้อไหนครับ
A2: ร้อยทั้งร้อย เลือก Lexus ครับเพราะดูดีกว่า เท่กว่า (ทั้งๆ ที่รถแบบเดียวกันเป๊ะเลย)
Q3: วันนี้ไปเที่ยวกลางคืนกำลังจะสั่งโซดาถ้าเด็กเสิร์ฟถามว่า พี่จะเอาโซดาสิงห์หรือโซดาช้าง (ราคาโซดาเท่ากัน) คุณจะเลือกโซดาอะไรครับ
A3: ข้อนี้ คงต้องเป็นคนดื่มหน่อยถึงจะพอนึกออกสำหรับเพื่อนๆ ผม เลือกโซดาสิงห์ครับเพราะมันดูเท่กว่าและรู้สึกว่าโซดามันซ่ากว่า

จาก Q&A ที่ยกตัวอย่างมา ก็พอจะเห็นภาพแล้วว่า

ทุกวันนี้ผู้คนต้องการได้รับการตอบสนองความต้องการของพวกเขาในรูปแบบของแบรนด์

เพราะแบรนด์คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้คนรับรู้ รู้สึก และนึกถึง...

วันนี้พนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง บริการลูกค้าไม่ดีลูกค้าจะโทษพนักงานหรือโทษแบรนด์นั้นครับ
วันนี้ซื้อน้ำเปล่ายี่ห้อหนึ่งมาดื่ม แต่เปิดขวดแล้วมีกลิ่นเหม็นลูกค้าจะโทษโรงงานผลิตหรือแบรนด์นั้นครับ
วันนี้ตรวจสอบเจอบิลค่าบริการมือถือ คิดเงินเกินไปหลายพันลูกค้าจะโทษระบบหรือแบรนด์นั้นครับ

ทุกอย่างมุ่งเป้าไปที่ แบรนด์ แน่นอน
เพราะฉะนั้นเราจึงควรสร้างแบรนด์...
ให้ความสำคัญกับแบรนด์ และดูแลแบรนด์ให้ดีครับ

การสร้างแบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายและไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไป... ในการทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ
แต่การสร้างแบรนด์จะไม่มีทางสำเร็จเลยถ้ามุ่งเน้นแต่การโฆษณาหรือการสื่อสารการตลาด
แบรนด์จะสร้างสำเร็จและคงอยู่ได้
ทุกส่วนผสมการตลาด (Marketing Mix, 7Ps) ไม่ว่าจะเป็น

Product, Price, Place, Promotion, People, Process และ Physical Evidence

ต้องไปในทิศทางเดียวกันกับแบรนด์ครับ

สุดท้าย ถ้าถามว่าแล้วแบรนด์สร้างจากอะไร

ผมตอบสั้นๆ ครับว่า
แบรนด์สร้างจากจุดยืนของเรา (จุดยืนที่เราถนัด มีโอกาสในตลาด และแตกต่างจากคู่แข่ง)... ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

จุดยืนหรือ Positioning เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญมากกับการตลาดยุคนี้
ถ้าไม่มีจุดยืน มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจน มีจุดยืนที่ไม่แตกต่าง หรือมีจุดยืนที่ไม่โดดเด่น

ก็ยากเหลือเกินที่จะ...

สร้างแบรนด์และประสบความสำเร็จในธุรกิจครับ 

Wikran M.
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

Needs & Wants: ความต้องการของลูกค้า

ความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ... ที่นักการตลาดต้องรู้ มาดูกันครับ...


ความต้องการคำที่เมื่อใช้แล้วฟังดูน่าหวาดเสียว ^^

แต่ถ้าใช้ในเรื่องการตลาดความต้องการ ถือเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญมากเลยทีเดียวครับ
ในมุมการตลาด

ความต้องการหมายถึง… “ความต้องการของลูกค้า
ซึ่งความต้องการของลูกค้า จะแบ่งออกได้ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

ความต้องการด้านเหตุผลและอารมณ์

ความต้องการด้านเหตุผล ฝรั่งเขาเรียกว่า “Needs”
ความต้องการด้านอารมณ์ ฝรั่งเขาใช้คำว่า “Wants”

ดังนั้น ถ้ามีคนมาพูดกับคุณว่า… I Want You… มันอาจหมายถึง เขาต้องการคุณแบบมีอารมณ์ หึหึ
ในยุคปัจจุบันความต้องการของคนส่วนใหญ่จะเป็น...

ความต้องการด้านอารมณ์ หรือ Wants”
เช่น อยากขับรถเบนซ์ เพราะจะได้ดูรวย ดูเท่ ดูดี อยากใช้ของตระกูลแอ๊ปเปิ้ล เพราะจะได้ดูดี ดูทันสมัย เป็นต้น

เพราะถ้าคนเรามีความต้องการทางด้านเหตุผลมากกว่าด้านอารมณ์ ความต้องการของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไป
ยกตัวอย่างเช่น

การขับรถ คือ 
การขับเคลื่อนจากจุด A ไปยังจุด B เพราะฉะนั้นรถอะไรก็ตาม ไม่ต้องดูยี่ห้อ ดูที่ความถูก ความประหยัดไม่กินน้ำมัน และสมรรถภาพดีเป็นหลัก

การใช้มือถือ คือ… 
การสื่อสารกับบุคคลอื่นที่อยู่ระยะไกล ดังนั้นไม่ต้องมีแบรนด์ เอาแบบกดง่ายๆ ใช้งานสะดวก แบ็ตดีๆ ใช้ได้นาน และราคาประหยัด จึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

แต่ความจริงก็คือ ความจริงคนเราส่วนใหญ่มักเลือกสิ่งที่ดูดี ดูมีระดับ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม

ผมเห็นคนหลายคนยอมเก็บเงิน ไม่ไปเที่ยว กินข้าวน้อยๆ เพื่อจะได้สะสมตังค์ไปซื้อไอโฟน
แล้วยังงี้จะไม่ชัดเจนได้ยังไงครับว่า

ความต้องการทางด้านอารมณ์ เหนือกว่า ความต้องการด้านเหตุผลในมุมผู้บริโภคแน่นอน

สรุปกันอีกทีครับ


เมื่อเราระบุกลุ่มเป้าหมายได้แล้วก็ต้องสามารถรู้ถึงความต้องการของพวกเขาโดยให้เน้นความต้องการด้านอารมณ์เป็นหลักส่วนความต้องการด้านเหตุผลให้ดูเป็นรองครับ

Wikran M.
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่...