วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

Sales Promotion: คิดอะไรไม่ออก... บอกโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม !!!

วันนี้สิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยในการทำตลาดมาโดยตลอดก็คือ โปรโชั่น... ลด แลก แจก แถมต่างๆ ครับ

บริษัท แบรนด์ นักการตลาด... หากคิดอะไรไม่ออก แต่อยากกระตุ้นให้เกิดยอดขายขึ้นมาเร็วๆ แรงๆ... ล้วนเลือกใช้บริการเจ้าโปรโมชั่นนี้กันหมด

แต่ก่อนจะเข้าเรื่องผมอยากชี้แจงรายละเอียดกันสักนิดในส่วนของเจ้าโปรโมชั่นนี้ครับ... 

โปรโมชั่นที่เรามักเรียกกัน... จริงๆ มาจาก Sales Promotion หรือการส่งเสริมการขาย... แต่เรียกกันย่อๆ เรียกกันเร็วๆ จึงเหลือเพียง Promotion หรือโปรโมชั่น... แต่เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า มันคือ การลด แลก แจก แถม

ในหลักการตลาดจริงๆ แล้ว... หากเอยถึงโปรโมชั่นเฉยๆ มันจะเป็น Promotion ที่อยู่ในส่วนผสมการตลาด (Marketing Mix) ซึ่งมันคือ "การส่งเสริมการตลาด" ที่มีเครื่องมือสื่อสารการตลาดรวมอยู่ด้วยมากมาย... ไม่ว่าจะเป็น โฆษณา (Advertising) ประชาสัมพันธ์ (PR, Public Relation) การตลาดทางตรง (Direct Marketing) การจัดกิจกรรม (Event) การเป็นสปอนเซอร์ (Sponsorship) การส่งเสริมการตลาด ณ จุดขาย (P.O.P, Point of Purchase) พนักงานขาย (Personal Selling) การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการส่งเสริมการขาย (Sales Promotion)

แต่เพื่อไม่ให้สับสนและไม่ต้องไปนั่งจำใหม่หรือเรียกใหม่... สำหรับบทความนี้ เราจะเรียกเจ้า Sales Promotion ว่า "โปรโมชั่น หรือการลด แลก แจก แถม" มาดูกันครับ...

ในการทำโปรโมชั่นนั้นมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน...

1.) ลด (Discount)... เป็นการลดราคาจากราคาปกติ ที่นิยมกันคือ ลดเป็น % เช่น ร้านเสื้อผ้าลด 50% บ้าง 70% บ้าง จากราคาป้าย และนอกจากนี้ก็มีให้เป็นคูปองส่วนลด เช่น คูปองลด 200 บาท (แต่พออ่านตรงหมายเหตุดีๆ ก็จะมีบอกไว้ว่า ต้องซื้อครบ 1,000 บาท ขึ้นไป)... การลดราคา ส่วนใหญที่ทำเพื่อล้างสต๊อกเก่าและเพื่อเพิ่มยอดขายในรุ่นที่ขายไม่ดี รวมถึงกระตุ้นให้ผู้คนซื้อเลย ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่งั้นหมดช่วงโปรโมชั่น เช่นกันครับ   


2.) แลก (Exchange)... จะเป็นไปได้หลายแบบ เช่น แสตมป์ 7-11 เมื่อซื้อของก็จะได้แสตมป์ และเราก็สามารถเอาแสตมป์ไปแลกรับของได้ที่ 7-11 และบัตรเครดิตใช้บัตรได้แต้ม Bonus Points สะสมแต้ม แล้วนำไปแลกรับของรางวัลต่างๆ รวมถึงร้านกาแฟที่มีบัตรสะสมแต้ม สะสมครบก็นำมาแลกกาแฟ เป็นต้น... สังเกตได้ว่า การแลกจะมีการใช้สิ่งอ้างอิงเช่น แสตมป์ หรือ Bonus Points มาเป็นตัวกลางในการทำการแลกเสมอ เพื่อกันไม่ให้ไปใช้ได้ที่ร้าน แบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์อื่น


3.) แจก... ในการแจกบ้านเราจะเน้นที่การชิงโชค (Lucky Draw) เพื่อแจกของรางวัล เช่น อิชิตัน เปิดใต้ฝา ส่ง SMS ลุ้นทุกวัน (สุดยอด เร้าใจจิงๆ ^^) การแข่งขัน (Contest) แข่งขันเพื่อได้ของรางวัลก็ถือเป็นโปรโมชั่นอย่างหนึ่งเช่นกัน เช่น เลย์ จัดแข่งขันผู้คิดสูตร ใครชนะได้เงินรางวัล เป็นต้น  รวมถึงการแจกของตัวอย่าง (Sampling) ในช่วงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการทดลองใช้... การชิงโชคในบ้านเราแบรนด์ไหน ผลิตภัณฑ์ไหน ให้ของรางวัลถึงใจ มีวิธีการชิงโชคใหม่ๆ (เน้นง่ายและรวดเร็วเป็นหลัก) และมีการทำสื่อสารการตลาดได้ครอบคลุมเพียงพอ... ผมมั่นใจครับ ว่ายอดพุ่งแน่นอน !!!


4.) แถม... แถมก็จะมีหลายแบบ เช่น การแถมของพิเศษเมื่อซื้อครบ เมื่อใช้บริการ เมื่ออยู่ในงาน เมื่ออยู่ในช่วงโปรโมชั่น... ของที่แถมนี้ เราจะเรียกว่า ของ Premium ครับ นอกนั้นอาจมีการแถมของแบบใช้ผลิตภัณฑ์แถมเอง เช่น ซื้อโค้ก 2 แพ๊ค แถม 1 แพ๊ค รวมถึงการแถมเงินคืน (Cash Back) เมื่อซื้อครบ ก็แถมเงินคืน เป็นต้น การแถมก็เป็นโปรโมชั่นอีกหนึ่งอย่างที่ถูกใจคนไทยเป็นอย่างดี... บางคนที่ซื้อเพราะของแถม ก็มีให้เห็นบ่อยๆ ครับ


นอกจากการทำโปรโมชั่นกับผู้บริโภคแล้ว... โปรโมชั่นยังสามารถทำได้กับร้านค้าหรือคู่ค้า (Trade) ด้วย เช่น การให้ของรางวัลพิเศษเมื่อสั่งซื้อครบ ขายของได้ถึงเป้าบ้าง เลยเป้าบ้าง เราจะเรียกว่า Incentive ซึ่งรางวัลก็มีตั้งแต่ เงิน ทอง พาไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น และมีอีกแบบคือ การให้เงินเมื่อขายของได้ แล้วแบ่ง % ที่ขายได้ให้ เราจะเรียกว่า Commission ครับ เช่น ของขาย 100 บาท ถ้าร้านค้าขายได้ จะให้ 3% หรือ 3 บาท เป็นต้น
.
.
.
โดยสรุปนักการตลาดทำโปรโมชั่นไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อ การทดลองใช้ โดยมีจุดประสงค์คือ...

Buy Now และ Buy More... กล่าวคือ ทำโปรโมชั่นไปแล้ว ต้องเกิดการซื้อเดี๋ยวนี้ และซื้อมากขึ้น

แต่หากทำไปแล้ว... ไม่เกิดทั้ง 2 อย่างที่กล่าวไป... ก็แสดงว่าโปรโมชั่นที่เราทำมีปัญหา เช่น ทำการสื่อสารโปรโมชั่นไปไม่ทั่งถึงหรือไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย โปรโมชั่นที่เราทำไม่สามารถดึงดูดให้ผู้คนสนใจหรือผู้คนรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกคุ้มค่ากว่า พิเศษกว่าช่วงเวลาปกติ หรือวิธีการที่เราทำโปรโมชั่นอาจซับซ้อนเกินไป เข้าใจยาก เป็นต้น

โปรโมชั่นเป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาด (IMC Tools) ที่ทรงประสิทธิภาพมาก... และถูกจริตหรือเข้ากับความต้องการของคนไทยที่ชอบลุ้น ชอบของฟรี อยากรวยเร็วๆ ได้เป็นอย่างดี... แต่ก็อีกเช่นกัน โปรโมชั่นถ้าทำบ่อยๆ ทำถี่ๆ ก็เหมือนการเล่นแร่แปรธาตุ สุดท้ายหากตัวผลิตภัณฑ์ไม่ดีจริง... คนซื้อแล้ว ใช้แล้ว แต่ไม่ประทับใจ ไม่เกิดการซื้อซ้ำในช่วงเวลาขายปกติ... อย่างนี้ในการทำตลาดระยะยาวก็จะเกิดปัญหาแน่นอน...  ระวังๆ คิดเผื่ออนาคตกันไว้ด้วยนะครับ

Wikran M.

ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

Shabushi Case Study: ชาบูชิ แบรนด์ดี... แต่อาจตกม้าตาย

ในยุคนี้เรียกได้ว่า... เป็นยุคของการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือ The Age of Participation...

ยุคการมีส่วนร่วมนี้... ในบ้านเราจะเกิดผ่านช่องทาง Online หรือ Internet เป็นหลัก โดยมาจาก Social Network และ Social Web ต่างๆ... Pantip, Facebook, Youtube เหล่านี้ คือ 3 สิ่งหลักที่ขับเคลื่อนสังคมนี้ในบ้านเรา

กรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คือ... เรื่องสิ่งมีชีวิตพิศวงที่ร้านอาหาร นามว่า... ชาบูชิ


ชาบูชิ... เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ ทำแบรนด์มาเป็นเวลานาน... และเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของคนจำนวนมาก... ถือว่าสอบผ่านเรื่องการตลาดในส่วนของ 4Ps ทั้ง Product, Price, Place, Promotion ไปอย่างไม่มีปัญหา



และในส่วนที่เพิ่มเติมอีก 3Ps คือ People (บริการก็โอเค ไม่ได้เด่น แต่ก็ไม่ได้แย่) Process (ขั้นตอนการบริการก็เป็นระบบดีอยู่แล้ว) แต่ตัวสุดท้าย Physical Evidence หรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพนี่แหละครับ ที่มีประเด็นเกิดขึ้น...

มีข่าวการแชร์ Video Clip ของสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดขึ้นในร้านนี้... มาดูกัน


แชร์เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2556... ตอนนี้สิบโมงเช้ามียอดวิวเกือบ 40,000 วิว... ซึ่งถือว่าเร็วมากครับ
และสิ่งที่ทำให้รวดเร็วขนาดนี้ ก็คือ การโพสลงกระทู้ในพันทิป... และก็มีการแชร์ต่อใน Facebook อย่างรวดเร็ว (จริงๆ ผมก็รู้ข่าวนี้ จากเพื่อนในเฟสบุ๊คนี่แหละครับ)... และเรื่องนี้จะออกไปดังทั่วประเทศได้ ก็อยู่ที่คุณสรยุทธ์แล้วละครับ ว่าจะเอาไปเล่าต่อไหม (แต่ผมว่า คงอาจจะไม่ เพราะติดเกรงใจสปอนเซอร์ อิอิ)

ใครสนใจรายละเอียดก็ไปตามดูได้ครับ... http://pantip.com/topic/30998413
.
.
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ... เรื่องความสะอาดของร้านอาหาร ซึ่งถือว่า... เป็นสิ่งสำคัญมากๆ จัดได้ว่า เป็นลำดับความสำคัญแรกๆ ด้วยซ้ำของธุรกิจร้านอาหาร... ในส่วนนี้มันอยู่ในเรื่อง Physical Evidence หรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ลูกค้าสัมผัสได้โดยตรงครับ (ไม่ต้องรู้สึก เห็นๆ กับตา)

ถึงแม้ในภาพรวม... ร้านจะดูดี แสงดี เพลงเพราะ จัดโต๊ะ จัดเก้าอี้ จัดผังร้านดี ตกแต่งดี บรรยากาศดี... แต่ แต่ แต่เจอเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น... เรื่องความสะอาดครับ และมีหลักฐานชัดเจนขนาดนี้ แม้แต่หน่วยงานภาครัฐที่ควบคุมดูแล ก็คงสะดุ้งไปตามๆ กัน
.
.
เรื่องนี้หากถามผมว่า... ไม่สงสารชาบูชิหรอ มองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ร้านอื่นๆ ก็เป็นไม่ได้หรอ หรือมองว่ามันเกิดครั้งแรก มันบังเอิญเกิด หรือมันเป็นความโชคร้ายไม่ได้หรอ... ผมตอบให้เลยครับว่า "ไม่ได้"

เพราะจากที่ผมอ่านข้อความของหลายๆ ท่าน รวมถึงเพื่อนผมที่พูดถึงเรื่องความสะอาดของร้านนี้... ข้อมูลที่ผมมี มันประมวลผลได้เลยว่า... เป็นมานานแล้ว แต่ไม่เคยมีหลักฐานแบบนี้

ลูกค้าเป็นคนจ่ายเงิน... ไม่ได้ขอทานฟรีนะครับ... และด้วยความน่าเชื่อถือของแบรนด์แล้ว ก็ไม่น่าประมาทเลินเล่อไม่ใส่ใจในเรื่องความสะอาดขนาดนี้ จะมาอ้างว่า ร้านต้องบริการตลอด ร้านมีปริมาณอาหารเยอะเลยอาจมีผิดพลาดบ้าง ไม่ได้ครับ... เพราะถ้ายิ่งบอกแบบนี้ ก็ยิ่งกลายเป็นแก้ตัว ไม่รับผิดชอบเข้าไปอีก... อืม ก็มาคอยดูกันครับ ว่าชาบูชิจะว่ายังไงหรือจะเงียบๆ ไป 

แต่ผมเตือนได้เลยว่า... หากปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปละก็ ระวังจะตกม้าตายนะครับ... อุตส่าห์สร้างแบรนด์จนติดตลาดขนาดนี้... น่าเสียดายๆ ###

>> ขออัพเดทต่อนะครับ ตอนนี้เวลาสี่โมงเย็น มีผู้วิวคลิปแล้วกว่า 160,000 วิว ซึ่งก็คือ ภายในเวลา 6 ชม. มีคนเข้ามาดูอีก แสนกว่าคน... เร็วมากจริงๆ... ในส่วนของทางโออิชิ กรุ๊ปที่เป็นผู้ดูแลร้านชาบูชิ ก็ได้ตอบกลับเพื่อแสดงความรับผิดชอบในกระทู้พันทิปนั้นเช่นกัน...



อย่างน้อย... ผมก็ขอชื่นชมที่ไม่ได้กล่าวอ้างอันใดและเร่งตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น... ก็มาคอยดูกันครับว่า บทสรุปจะเป็นเช่นไร

Wikran M.

ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

Business & Marketing: ธุรกิจและการตลาด

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า... ธุรกิจและการตลาดเกี่ยวข้องกันอย่างไร... มาดูกันครับ


วัตถุประสงค์หลักของการทำธุรกิจคือ กำไร
(ยกเว้นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรจริงๆ ไม่นับพวกกล่าวอ้าง หึหึ)

ซึ่ง กำไร เกิดได้จาก...
ยอดขาย ที่มากกว่า ค่าใช้จ่าย
ถ้าน้อยกว่าก็คือ... ขาดทุน

ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับ 2 ตัวนี้ยอดขายและ ค่าใช้จ่าย ครับ
ผมจะขอกล่าวถึงสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ก่อน

ซึ่งก็คือ ค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายเกิดจาก... ต้นทุนสินค้า ค่าเช่าที่ ค่าคน ค่าส่งเสริมการตลาด ค่าอุปกรณ์ ฯลฯ
ค่าใช้จ่ายถือว่าเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ หมายถึง
เราต้องรู้ว่า ควรจ่ายเท่าไหร่ ถึงจะไม่เกินตัว

แต่ก็จะมีบ่อยครั้ง ที่ทั้งเจ้าของธุรกิจและคนทำงานละเลยที่จะควบคุมค่าใช้จ่าย
จึงส่งผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือสูญเปล่าขึ้นมากมาย

ดังนั้นทำธุรกิจต้องดูค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญก่อนครับ

เมื่อควบคุมค่าใช้จ่ายได้... ก็จะสามารถกำหนด ยอดขาย ที่ทำให้เกิด กำไร ได้
ยอดขายเกิดจาก การขายและการตลาด
ดังนั้นธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับทั้ง การขายและการตลาด
เพราะนำมาซึ่งยอดขาย กำไรและความมั่งคั่ง

การทำธุรกิจเป้าหมายหลักคือ การสร้างความมั่งคั่งให้กับเจ้าของธุรกิจ

ซึ่งความมั่งคั่งเกิดจาก ผลกำไร ที่สะสมเรื่อยมา...
และผลกำไรเกิดจาก ยอดขาย ที่มากกว่า ค่าใช้จ่าย

การตลาด เป็นทั้งตัวสร้าง ยอดขาย
และขณะเดียวกัน ก็เป็นตัวสร้าง ค่าใช้จ่ายด้วย

ดังนั้นทั้งเจ้าของธุรกิจหรือคนทำงานด้านการตลาดต้องบริหารงบประมาณการตลาดดีๆ
เพื่อให้เกิด กำไร จากการตลาดไม่ใช่ ขาดทุน จากการตลาด

ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและการตลาดแล้ว... ก็จะสามารถทำการตลาดโดยใช้งบประมาณได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมครับ

หากสนใจอยากรับฟังเรื่องธุรกิจและการตลาดเพิ่มเติม ทำไมการตลาดถึงจำเป็นกับธุรกิจ... เชิญรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube


Wikran M.
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

Response to Customer's Needs & Wants: การตอบสนองความต้องการของลูกค้า

วันนี้เรามาดูกันต่อ... เรื่องการตอบสนองความต้องการของลูกค้ากันครับ...


ปัจจุบันการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปมาก
ถ้าเป็นอดีตมีผลิตภัณฑ์ดีๆ มีการบริการดีๆก็ขายของได้
แต่ปัจจุบันนอกจากเรื่องผลิตภัณฑ์และการบริการที่ต้องดีเป็นพื้นฐานแล้วยังต้องมีเรื่อง แบรนด์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เคยเห็น พลังของแบรนด์ กันไหมครับ

ผมมี Q&A (Questions & Answers) หรือการถาม-ตอบ
มาเป็นตัวอย่างให้ดูกัน

Q1: วันนี้จะไปซื้อยาสีฟันคอลเกต มีร้านให้เลือกเข้าไปซื้อ 2 ร้านคือ 7-11 และ Family Mart (ราคายาสีฟันเท่ากัน) คำถามคือ คุณจะเลือกเข้าไปซื้อที่ร้านไหน
A1: จากที่ผมถามมาทุกคนเลือก 7-11 ครับ และทุกคนตอบตรงกันว่า “7-11 น่าเดินเข้าไปมากกว่า
Q2: วันนี้มีรถยนต์แบบเดียวกันคือ Toyota และ Lexus ถ้าราคาเท่ากัน คุณจะเลือกยี่ห้อไหนครับ
A2: ร้อยทั้งร้อย เลือก Lexus ครับเพราะดูดีกว่า เท่กว่า (ทั้งๆ ที่รถแบบเดียวกันเป๊ะเลย)
Q3: วันนี้ไปเที่ยวกลางคืนกำลังจะสั่งโซดาถ้าเด็กเสิร์ฟถามว่า พี่จะเอาโซดาสิงห์หรือโซดาช้าง (ราคาโซดาเท่ากัน) คุณจะเลือกโซดาอะไรครับ
A3: ข้อนี้ คงต้องเป็นคนดื่มหน่อยถึงจะพอนึกออกสำหรับเพื่อนๆ ผม เลือกโซดาสิงห์ครับเพราะมันดูเท่กว่าและรู้สึกว่าโซดามันซ่ากว่า

จาก Q&A ที่ยกตัวอย่างมา ก็พอจะเห็นภาพแล้วว่า

ทุกวันนี้ผู้คนต้องการได้รับการตอบสนองความต้องการของพวกเขาในรูปแบบของแบรนด์

เพราะแบรนด์คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้คนรับรู้ รู้สึก และนึกถึง...

วันนี้พนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง บริการลูกค้าไม่ดีลูกค้าจะโทษพนักงานหรือโทษแบรนด์นั้นครับ
วันนี้ซื้อน้ำเปล่ายี่ห้อหนึ่งมาดื่ม แต่เปิดขวดแล้วมีกลิ่นเหม็นลูกค้าจะโทษโรงงานผลิตหรือแบรนด์นั้นครับ
วันนี้ตรวจสอบเจอบิลค่าบริการมือถือ คิดเงินเกินไปหลายพันลูกค้าจะโทษระบบหรือแบรนด์นั้นครับ

ทุกอย่างมุ่งเป้าไปที่ แบรนด์ แน่นอน
เพราะฉะนั้นเราจึงควรสร้างแบรนด์...
ให้ความสำคัญกับแบรนด์ และดูแลแบรนด์ให้ดีครับ

การสร้างแบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายและไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไป... ในการทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ
แต่การสร้างแบรนด์จะไม่มีทางสำเร็จเลยถ้ามุ่งเน้นแต่การโฆษณาหรือการสื่อสารการตลาด
แบรนด์จะสร้างสำเร็จและคงอยู่ได้
ทุกส่วนผสมการตลาด (Marketing Mix, 7Ps) ไม่ว่าจะเป็น

Product, Price, Place, Promotion, People, Process และ Physical Evidence

ต้องไปในทิศทางเดียวกันกับแบรนด์ครับ

สุดท้าย ถ้าถามว่าแล้วแบรนด์สร้างจากอะไร

ผมตอบสั้นๆ ครับว่า
แบรนด์สร้างจากจุดยืนของเรา (จุดยืนที่เราถนัด มีโอกาสในตลาด และแตกต่างจากคู่แข่ง)... ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

จุดยืนหรือ Positioning เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญมากกับการตลาดยุคนี้
ถ้าไม่มีจุดยืน มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจน มีจุดยืนที่ไม่แตกต่าง หรือมีจุดยืนที่ไม่โดดเด่น

ก็ยากเหลือเกินที่จะ...

สร้างแบรนด์และประสบความสำเร็จในธุรกิจครับ 

Wikran M.
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

Needs & Wants: ความต้องการของลูกค้า

ความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ... ที่นักการตลาดต้องรู้ มาดูกันครับ...


ความต้องการคำที่เมื่อใช้แล้วฟังดูน่าหวาดเสียว ^^

แต่ถ้าใช้ในเรื่องการตลาดความต้องการ ถือเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญมากเลยทีเดียวครับ
ในมุมการตลาด

ความต้องการหมายถึง… “ความต้องการของลูกค้า
ซึ่งความต้องการของลูกค้า จะแบ่งออกได้ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

ความต้องการด้านเหตุผลและอารมณ์

ความต้องการด้านเหตุผล ฝรั่งเขาเรียกว่า “Needs”
ความต้องการด้านอารมณ์ ฝรั่งเขาใช้คำว่า “Wants”

ดังนั้น ถ้ามีคนมาพูดกับคุณว่า… I Want You… มันอาจหมายถึง เขาต้องการคุณแบบมีอารมณ์ หึหึ
ในยุคปัจจุบันความต้องการของคนส่วนใหญ่จะเป็น...

ความต้องการด้านอารมณ์ หรือ Wants”
เช่น อยากขับรถเบนซ์ เพราะจะได้ดูรวย ดูเท่ ดูดี อยากใช้ของตระกูลแอ๊ปเปิ้ล เพราะจะได้ดูดี ดูทันสมัย เป็นต้น

เพราะถ้าคนเรามีความต้องการทางด้านเหตุผลมากกว่าด้านอารมณ์ ความต้องการของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไป
ยกตัวอย่างเช่น

การขับรถ คือ 
การขับเคลื่อนจากจุด A ไปยังจุด B เพราะฉะนั้นรถอะไรก็ตาม ไม่ต้องดูยี่ห้อ ดูที่ความถูก ความประหยัดไม่กินน้ำมัน และสมรรถภาพดีเป็นหลัก

การใช้มือถือ คือ… 
การสื่อสารกับบุคคลอื่นที่อยู่ระยะไกล ดังนั้นไม่ต้องมีแบรนด์ เอาแบบกดง่ายๆ ใช้งานสะดวก แบ็ตดีๆ ใช้ได้นาน และราคาประหยัด จึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

แต่ความจริงก็คือ ความจริงคนเราส่วนใหญ่มักเลือกสิ่งที่ดูดี ดูมีระดับ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสังคม

ผมเห็นคนหลายคนยอมเก็บเงิน ไม่ไปเที่ยว กินข้าวน้อยๆ เพื่อจะได้สะสมตังค์ไปซื้อไอโฟน
แล้วยังงี้จะไม่ชัดเจนได้ยังไงครับว่า

ความต้องการทางด้านอารมณ์ เหนือกว่า ความต้องการด้านเหตุผลในมุมผู้บริโภคแน่นอน

สรุปกันอีกทีครับ


เมื่อเราระบุกลุ่มเป้าหมายได้แล้วก็ต้องสามารถรู้ถึงความต้องการของพวกเขาโดยให้เน้นความต้องการด้านอารมณ์เป็นหลักส่วนความต้องการด้านเหตุผลให้ดูเป็นรองครับ

Wikran M.
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

Customer: ลูกค้าและนักการตลาด

สิ่งแรกที่สำคัญเสมอของนักการตลาด คือ... ลูกค้า หรือ Customer ครับ... เรามาดูกัน


ลูกค้าคือใครผมว่าเป็นโจทย์ที่สำคัญมากของนักการตลาด

วันนี้เรามีสินค้า มีบริการ มีการตั้งราคา มีสถานที่ มีช่องทางจัดจำหน่าย มีการสื่อสาร โฆษณา ประสัมพันธ์ มีทุกอย่าง

แต่ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ลูกค้าคือใคร เราจะขายของให้กับใคร
ธุรกิจที่เราทำอยู่ถือว่ามีความเสี่ยง (เสี่ยงที่จะเจ๊ง) มหาศาล

แต่ก่อนที่เราจะไปค้นหาลูกค้าเราต้องเข้าใจ ตลาด ก่อน

ผมมีคำอธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับคำว่า ตลาด ดังนี้ครับ

ตลาด (Market) คือ การรวมกันของผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทนั้นๆ

เช่น ปี 2554 ตลาดชาเขียวมีมูลค่ารวม 9,500 ล้านบาท
เพราะฉะนั้น ตลาด เกิดจากผู้บริโภคซึ่งผู้บริโภคที่ซื้อของเราก็คือ ลูกค้า

แต่ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้าได้
ภาษาการตลาดจะเรียกพวกเขาว่า...
กลุ่มเป้าหมาย หรือ Target” ครับ

ดังนั้นนักการตลาดต้องสามารถระบุ กลุ่มเป้าหมาย ได้เป็นรูปธรรมและชัดเจน

ผู้บริโภค >> ตลาด >> กลุ่มเป้าหมาย >> ลูกค้า

ถ้าเรามองที่ตลาดขนาดใหญ่ มีมูลค่าการตลาดสูง
ผมมักใช้ การแบ่งส่วนการตลาด (Segmentation)” ก่อน แล้วจึงค่อยกำหนด กลุ่มเป้าหมาย (Targeting)”
แต่ถ้าเราประกอบธุรกิจส่วนตัว ตลาดไม่ใหญ่มาก
เป็นตลาดเฉพาะกลุ่มคงไม่ต้องใช้ครับ
แค่ระบุให้ได้ก็พอว่า...
กลุ่มเป้าหมายเราเป็นใคร

ยกตัวอย่างเช่น
อยากเปิดร้านกาแฟคิดว่าใครคือกลุ่มคนที่ชอบดื่มกาแฟ
ชัวร์มากๆ ว่าต้องเป็นพนักงานออฟฟิสที่ง่วงนอนเหลือเกินในตอนเช้าดังนั้นคนกลุ่มนี้คือ กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ

อยากเปิดร้านเสื้อผ้าแฟชั่นคิดว่าใครคือกลุ่มคนที่ชอบเสื้อผ้าแฟชั่น
ชัวร์อีกเหมือนกันว่า กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงและเป็นวัยรุ่นหรือคนที่ชอบออกสังคม ชอบเที่ยว เป็นต้น
เห็นไหมครับจริงๆ แล้ว ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้กำหนดยากอะไร ที่ยากน่าจะเป็นตัวนักการตลาดเองมากกว่าที่บางทีก็คิดมากเกินไปหรือพยายามทำตามตำรามากเกินไปครับ

สุดท้ายผมขอฝากไว้ว่า
ในบางครั้งกลุ่มเป้าหมายที่เราระบุไว้ อาจไม่ตรงกับลูกค้าที่มาซื้อผลิตภัณฑ์เราจริงๆ ก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดมากกับสิ่งที่เราคิดบางครั้งก็ต้องปรับตามสถานการณ์ พลิกแพลงตามสภาพความเป็นจริง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ครับ
.
.
ไว้ครั้งหน้าเรามาต่อกันที่... "เรื่องความต้องการของลูกค้า" กันครับ

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

Brand & Branding: แบรนด์และการสร้างแบรนด์

แบรนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่... แต่เป็นเรื่องสำคัญที่นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจต้องรู้และประยุกต์ใช้เป็น... มาดูกันครับ


ทุกวันนี้ “แบรนด์” เป็นคำที่ผู้คนรู้จัก...
และรู้ด้วยว่าสินค้าหรือบริการสมัยนี้ ต้องมี “แบรนด์”
มีผู้รู้ กูรู ทั้งนักวิชาการและผู้ปฏิบัติจริงหลายท่าน

นิยามคำว่า... “แบรนด์” กันไว้มากมาย เช่น

แบรนด์ คือ ประสบการณ์รวมของผู้บริโภค
แบรนด์ คือ ชื่อเสียงของสินค้า บริการ หรือองค์กร
แบรนด์ คือ จุดยืนของผลิตภัณฑ์ หรือองค์กร
แบรนด์ คือ ความรู้สึกนึกคิดของผู้บริโภค
แบรนด์ คือ ซุปไก่สกัด ???

จนถึงปัจจุบันหัวข้อนี้ที่ว่า... แบรนด์คืออะไร
ก็ยังเป็น Subjective อยู่... หรือเป็นอะไรที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ แย้งได้ โต้เถียงได้ ยังไม่ถูกกำหนดตายตัว

แต่สิ่งสำคัญที่ผมว่า... เราควรสนใจคือ

“เมื่อสร้างแบรนด์สำเร็จจะเกิดอะไรขึ้นมากกว่า”

เมื่อสร้างแบรนด์ได้ จะสร้าง “ความน่าเชื่อถือ (Credibility)” ให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรได้
เมื่อสร้างแบรนด์ได้ จะสร้าง “มูลค่าเพิ่ม (Value Added)” ให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรได้
เมื่อสร้างแบรนด์ได้ จะสร้าง “ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน (Competitive Advantage)” ให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรได้

ซึ่งความสำเร็จหลักๆ ตามที่กล่าวไป… จะเป็นความสำเร็จในระยะยาวครับ
ดังนั้นแบรนด์... จึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักการตลาดต้องใส่ใจและควรทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการสร้างแบรนด์... เพราะมันคุ้มค่าน่าลงทุนเหลือเกินครับ
แต่การจะสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จได้แน่นอนว่า… ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนทำไม่ได้เช่นกัน

ผมแบ่งการสร้างแบรนด์ ออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ครับ

ช่วงแรก: กำหนดโครงสร้างของแบรนด์

นำจุดยืน (Positioning) ที่กำหนด... มาเป็น จุดยืนของแบรนด์ (Brand Positioning)
แล้วสร้าง... บุคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Personality) ให้เหมาะสมกับจุดยืนนั้น
แล้วจึงกำหนด... การนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ (Brand Value Proposition)
สุดท้ายจึงกำหนด... เอกลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity)

ซึ่งในการกำหนดโครงสร้างของแบรนด์นั้น ผมมักจะเปรียบกับการที่เรากำลังจะสร้างคนๆ หนึ่งขึ้นมา… เช่น
จุดยืน >>> เราอยากให้คนๆ นี้ มีอะไรที่เป็นจุดเด่น จุดที่แตกต่างจากผู้อื่น และเป็นจุดที่ผู้อื่นสนใจ จดจำ
บุคลิกภาพของแบรนด์ >>> เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่ อาศัยในเมืองหรือชนบท คาแรกเตอร์ของคนๆ นี้ เป็นอย่างไร
คุณค่าของแบรนด์ >>> สิ่งดีๆ อะไรที่เขามักจะมอบให้ผู้อื่น แล้วผู้อื่นพึงพอใจ ประทับใจ
เอกลักษณ์ของแบรนด์ >>> ลักษณะภายนอกของเขาเป็นอย่างไร ชอบแต่งตัวแบบไหน ดูเข้ากับบุคลิกไหม ดูดีไหม

เหล่านี้แหละครับ… ที่นักการตลาดต้องนำแบรนด์มาสร้างให้เป็นรูปธรรมให้ได้

ช่วงที่สอง: เชื่อมแบรนด์กับส่วนผสมการตลาด

นำแบรนด์ที่กำหนดทั้งจุดยืนของแบรนด์ บุคลิกภาพของแบรนด์ การนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ และเอกลักษณ์ของแบรนด์ เชื่อมต่อเข้ากับส่วนผสมการตลาด 7Ps

โดยสำคัญที่ทุกส่วนผสมการตลาด ต้องไม่หลุด ไม่แปลกแยก ไม่ไปคนละทิศคนละทาง จากแบรนด์ที่เรากำหนดไว้ (รายละเอียดของ 7Ps กล่าวในบทถัดไป)

ช่วงสุดท้าย: ทำการสื่อสารแบรนด์ 

การสื่อสารแบรนด์ (Brand Communication) ต้องสื่อสารทั้งภายในบริษัทและภายนอกบริษัทให้เข้าใจตรงกัน โดยภายนอกบริษัทจะใช้หลัก IMC ในการสื่อสาร (รายละเอียดของ IMC กล่าวในบทถัดๆ ไป)

เมื่อทำการสื่อสารแบรนด์ออกไปแล้ว… ก็ต้องทำการวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้คนภายนอกกลับมาวิเคราะห์ว่า...

“แบรนด์ที่เราสื่อออกไป ภาพการรับรู้ของผู้คนภายนอกตรงกับที่เรากำหนดหรือไม่” 

ถ้า “ตรง”… ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ทำได้ถูกทาง

แต่ถ้า “ไม่ตรง”… ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่า ผิดพลาดตรงไหน ทำสื่อโฆษณา ทำแคมเปญออกไปไม่ดี หรือกำหนดโครงสร้างแบรนด์ผิด ซึ่งก็ต้องค้นหาปัญหาให้เจอและแก้ไขให้ได้ครับ

สุดท้าย แบรนด์จะเป็นสินทรัพย์ของบริษัทที่ยั่งยืนได้หรือไม่…
ก็อยู่ที่ผู้ดูแลแบรนด์ด้วยว่า… ให้ความสำคัญและทำต่อเนื่องไหม
ไม่ใช่ว่า “ดังแล้ว คนรู้จักแล้ว” ก็หยุดทำเพราะจะได้ประหยัดงบประมาณ

ซึ่งแนวคิดแบบนี้ ผมว่า... “ไม่ถูกต้อง” นะครับ
เพราะถ้าวันหนึ่งมีคู่แข่งหน้าใหม่ทำแบรนด์ได้ดีกว่า…
หรืออผ่านไปนานเข้าๆ คนลืม (คนไทยยิ่งขี้ลืมอยู่)
แบรนด์ที่สร้างมาก็จะหมดราคา หมดคุณค่า…
ต้องมาเสียเงิน เสียเวลา สร้างแบรนด์ (Re-Branding) กันไหมอีก…

เพราะฉะนั้นถ้าแบรนด์ดีอยู่แล้ว ก็รักษาแบรนด์ให้ดีต่อไปเถอะครับ… ดีกว่ามาเสียใจทีหลังนะ
เดี๋ยวจะหาว่า ผมไม่เตือน… “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เห็นมาเยอะครับ

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด


ติดตามบทความได้ทุกวันที่...