วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Pub Marketing: อยากเปิดผับให้ดัง ทำยังไง

ธุรกิจผับหรือร้านเหล้า เป็นธุรกิจที่ใครหลายๆ คน อยากเปิด

แต่จะเปิดอย่างไรให้สำเร็จ มีคนเข้าร้าน เรื่องนี้ ... ไม่ง่าย

ผมมีเพื่อนที่เปิดร้านเหล้า แล้วล้มเหลวไม่เป็นท่าก็มี ด้วยความคิดที่ว่า

"มีโต๊ะนั่ง มีวงดนตรี แต่งร้านนิดหน่อย กับข้าวก็เอาที่ทำง่ายๆ"

เปิดมาไม่ถึง 3 เดือน ดูท่าจะไปไม่รอด เพราะไม่มีคนเลย มีแต่เพื่อนๆ มา

อันนี้ ก็เจ๊งกันไปตามระเบียบ
.
.
.
แต่ผมก็เคยคุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นหุ้นส่วนร้านนั่งเล่น และร้าน Differ พัทยา ซึ่งคำตอบที่ได้ ว่าเปิดอย่างไรถึงจะดัง ถึงจะสำเร็จ น่าสนใจทีเดียว


ข้อแรก >>> ต้องตอบตัวเองก่อนว่า จะเปิดร้านเหล้าหรือผับ

- ถ้าเปิดร้านเหล้าให้เน้นที่การตกแต่งร้าน เน้นที่วงดนตรี เน้นที่อาหาร เน้นที่โปรโมชั่น เพราะคนมานั่งกินเหล้า มาพูดคุยกับเพื่อนๆ
- สรุปคือ "มากินบรรยากาศ พร้อมกับเพื่อนๆ"

- แต่ถ้าจะเปิดผับ เน้นเรื่องเดียวที่สำคัญมากๆ คือ "ผู้หญิง"
- ผู้ชายร้อยทั้งร้อย ไปเที่ยวผับ ยอมจ่ายแพง เพราะต้องการไปดูสาว ไปจีบหญิง
- ผู้หญิงจะมาเที่ยว ก็แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.) ขาประจำพวกนักเที่ยวที่ชอบกินฟรี ทางร้านก็จะยอม เพราะเอาไว้เรียกหนุ่มๆ 2.) ขาจร กลุ่มนีต่างหาก ที่จะต้องเน้นในระยะยาว เพราะสาวๆ เหล่านี้ จะเรียนที่ดีๆ ทำงานที่ดีๆ ใครเข้าไปคุยก็นะ ผับนี้เจ๋งจริง ตัวอย่างก็เช่น Funky Villa และนั่งเล่น เป็นต้น
- สรุปคือ "เน้นสาวๆ ที่มาเที่ยว (หน้าตาดีด้วย ก็จะดีมาก)"


ข้อสอง >>> จะเปิดเป็นผับ รู้แล้วว่าต้องหาสาวๆ มาเที่ยว แต่จะทำยังไง

- สำหรับ เทคนิคการหาสาวๆ มาเที่ยวนั้น สำหรับขาประจำ ที่ขอกินฟรี คงหากันได้ไม่ยาก แต่สำหรับขาจร นี่แหละที่สำคัญ เพราะเป็นทั้งลูกค้าและตัวดึงดูด อันนี้ ต้องมีข้อมูล Insight กันหน่อย

- เหตุผลที่สาวๆ มักจะดูเวลาไปเที่ยวผับ

1.) ปลอดภัย >>> ร้านต้องมี รปภ เอาไว้ตรวจบัตร เอาไว้ดูแล ตอนมีเรื่อง พวกเค้าจะรู้สึกสบายใจ
2.) สะอาด หรูหรา >>> ร้านต้องดูสะอาด โดยเฉพาะห้องน้ำ ถ้าทำให้หรูหราได้ก็ดี เพราะสาวๆ จะชอบเป็นพิเศษ
3.) คนรู้จัก >>> ข้อนี้สำคัญมาก บรรดาเจ้าของร้านหรือหุ้นส่วน ต้องมีเพื่อนหลายๆ กลุ่ม ที่สามารถจะเข้าถึงบรรดาน้องๆ เกรดเอได้ เพราะถ้าบอกว่ารู้จักและให้ส่วนลดแล้ว พวกเค้าพร้อมที่จะพาเพื่อนๆ มาเที่ยวแน่นอน
4.) ชื่อเสียง >>> ข้อนี้สำคัญที่สุด สาวๆ มักจะไปเที่ยว ถ่ายรูป และเอาขึ้น Facebook ไว้อวดเพื่อนๆ ว่ามาเที่ยวที่ไหน ชื่อเสียงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าร้านไม่ดัง ไม่ Cool ไม่โพสขึ้นอยู่แล้ว หรือไม่มาให้เสียเวลาด้วยซ้ำไป
สำหรับชื่อเสียงเกิดได้ทั้งจากการสร้างภาพและจากปากต่อปาก
     - สร้างภาพ มาจากการโฆษณาลงนิตยสาร เชิญรายการทีวีไปสัมภาษณ์ มีดารา ไฮโซ เป็นหุ้นส่วน
     - ปากต่อปาก นี่แหละสำคัญที่สุด คนต้องแน่นมากถึงมากที่สุด และสาวๆ หนุ่มๆ หน้าตาดีไปกันเยอะ

ข้อสาม >>> แล้วเรื่องอื่นๆ ที่ต้องรู้ เวลาเปิดผับล่ะ

- ย่านที่เปิด ... ถ้าจะเปิดผับในกรุงเทพ ให้ดูที่ถนนเอกมัยและทองหล่อเป็นหลัก ถ้าจะไปย่านอื่น ก็ต้องดูดีๆ ว่าควรจะเปิดเป็นร้านเหล้าหรือผับ
- ที่จอดรถ ... อันนี้ก็สำคัญ ต้องดูแลลูกค้าให้ดี สมัยนี้ต้องมี Valley รับรถ ที่ดูน่าเชื่อถือ และมีที่จอด VIP ให้พวกรถหรูๆ จอดหน้าร้าน
- ตำรวจ ... ธุรกิจนี้ ถ้าทุกอย่างดีหมด แต่ไม่ได้เคลียร์ตำรวจไว้ ถึงจะเป็นเจ้าใหญ่แค่ไหน ก็ล้มได้ทั้งนั้น เดี๋ยวโดนบุกตรวจตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง มั้งล่ะ โดนตั้งด่าน ตั้งแต่หน้าร้าน มั้งล่ะ เพราะฉะนั้นไปคุยกับเฮียๆ เค้าให้เรียบร้อย
- อื่นๆ เช่น ชื่อร้าน การจัดโซนร้าน การตกแต่งร้าน ดนตรี และอาหาร เป็นต้น
.
.
.
ผมขอสรุปให้ดูเป็นหลักการตลาดอีกครั้ง สำหรับ Pub Marketing นะครับ

1. ตอบสนองความต้องการของลูกค้า (Response to Customer's Wants)
    - ผู้ชาย >>> ร้านมีกลุ่มผู้หญิงหน้าตาดีเยอะๆ
    - ผู้หญิง >>> เน้นเรื่องคนรู้จักและชื่อเสียง
2. ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix, 4Ps)
   - Product: ร้านหรูหรา บริการดี สะอาด ปลอดภัย ดนตรีมันส์ อาหารโอเค
   - Price: ราคาตั้งพอๆ กับร้านใกล้เคียง ที่ดังๆ (ราคาไม่ค่อยเกี่ยว)
   - Place: ย่านที่เปิดสำคัญมาก ย่านดีๆ อาจจะแพง แต่ถ้าคิดจะเปิดต้องลงทุน
   - Promotion: ข้อนี้ ขอกล่าวเป็น กลยุทธ์การสื่อสารการตลาด ครับ
3. กลยุทธ์การสื่อสารการตลาด (Marketing Communication Strategy)
   - การสื่อสารการตลาดก็ทำทั่วไป เช่น โฆษณาลงนิตยสารหรือรายการทีวี
   - แต่จะให้ดัง อาจจะต้องใส่วิชาพิเศษเข้าไปหน่อย เช่น กลยุทธ์ภาพหลุดดารา ไฮโซ ที่ผับนี้ กลยุทธ์สร้างกระแสสาวสวยมาเที่ยวผับนี้ในโลกออนไลน์ กลยุทธ์รถหรูหน้าร้าน กลยุทธ์สาวๆ ใจดี แจกเบอร์ง่าย (อันนี้ จ้างมา) และกลยุทธ์คนแน่น เกิดกระแสปากต่อปาก (Word of Mouth)

***สุดท้าย ธุรกิจนี้ คนสำเร็จ เค้าบอกว่าคืนทุนไม่เกิน 3 - 6 เดือน ถ้าเกินนั้น โอกาสที่คุณจะเจ๊ง จะมีสูง และธุรกิจนี้ก็มี Business Life Cycle ของมัน มีทั้งช่วงขึ้นและช่วงลง ถ้าหากลงยาวแล้ว แนะนำว่าให้ปิด เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนการตกแต่งใหม่ จะดีกว่า ดันทุรังต่อไป ให้เสียตังค์ฟรี เจ็บใจเล่นครับ

สาวๆ ที่จะมา ผมแนะนำว่าต้องประมาณนี้นะครับ ... จะมีโอกาสเกิดสูง ^^

และถ้าเพื่อนๆ คนไหน สนใจแนวร้านกาแฟ ก็ไปต่อกันที่บทความนี้ได้เลย...
Coffee Shop Marketing: ทำร้านกาแฟยังไง ให้สำเร็จ


แล้วพบกันใหม่ เร็วๆ นี้ครับ

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Unique Selling Point ... "กินติม ดูควาย"

กาลครั้งหนึ่ง ... สมัยก่อน

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี คศ. 1945

เป็นยุคที่ ใครมีโรงงาน ผลิตได้เยอะ และทำได้ถูกกว่า ผลิตอะไรก็ขายได้หมด กลายเป็นคนร่ำรวยมหาศาล

ต่อมา ผู้คนต่างแข่งกันผลิต จนเริ่มผลิตสินค้าเยอะมาก จนเกิดทางเลือกขึ้นกับผู้บริโภค

ทำให้เข้าสู่ยุคแข่งกันขาย ... โดยใครขายเก่งกว่ากัน คนนั้นเป็นผู้ชนะ

จึงเกิดหลักการหนึ่งขึ้นมาคือ Unique Selling Point หรือ USP 

USP คือการหาจุดขายเฉพาะที่ดีกว่า โดดเด่นกว่า คู่แข่งในตลาด มานำเสนอต่อผู้บริโภค รวมถึงโจมตีคู่แข่งที่ด้อยกว่าไปในคราวเดียวกัน

พอมาสมัยปัจจุบัน รูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ซึ่งมาจากการเกิดขึ้นของโลกอินเทอร์เน็ต การแข่งขันที่เปลี่ยนรูปแบบไป ทำให้บริษัทเรียนรู้ที่จะใช้ เรื่องของจุดยืน (Positioning) และการสร้างแบรนด์ (Branding) ในการสู้รบระยะยาว เพราะได้ผลมากกว่า และยั่งยืนกว่า
.
.
.
แล้วถ้าวันหนึ่ง เราจะมีร้านค้าเป็นของตัวเองล่ะ หลักการตลาดอะไร ที่เราจะใช้ได้บ้าง ???

คงไม่ต้องใช้ STP, Branding, Marketing Mix, IMC นะ พร้อมมันซับซ้อนเกินไป กับการเปิดร้าน แล้วขายของ !!!
.
.
.
สิ่งที่ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ก็คือ ... ตอนที่ผมเห็นร้านไอติมร้านหนึ่ง ที่ผมเดาว่า เจ้าของคงไม่ได้จบการตลาด ... แต่เค้ามีหัวคิดแบบการตลาดมากทีเดียว 

นั้นก็คือ ร้านกินติม ดูควาย




จากร้านไอติมทั่วไป พอใส่เรื่องการตลาด โดยมีจุดขายเฉพาะ (USP) ที่ยังไม่มีใครเคยทำ และช่างสร้างสรรค์มากๆ เข้ามา ... ซึ่งก็คือ การกินไป ดูควายไป ... ก็ทำให้ดังจากกระแสปากต่อปาก จนถึงการออกรายการของช่อง Free TV ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3 ช่อง 5 หรือช่อง 7 ที่ต้องการข่าวอยู่แล้วเข้ามาช่วยโหมกระแส ก็ดังไปกันใหญ่



ไม่พอครับ กระแสสังคมออนไลน์ ก็พูดถึงเรื่องนี้กันเยอะ จนกลายเป็น Talk of the Town เลยทีเดียว

สื่อต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เจ้าของร้านไม่ได้เสียตังค์ซื้อเลยนะครับ

ซึ่งหากตีจากมูลค่าสื่อที่ออกมาแล้ว แคมเปญนี้ ถ้าใช้เงิน ไม่น่าต่ำกว่าหลักล้าน สุดยอดจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น คือผมเห็นคนโพสว่า ไปชลบุรี เพื่อไปทานร้านนี้โดยเฉพาะด้วย แสดงว่าสื่อเข้าถึงมากๆ
.
.
.
จากกระแสทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมคิดว่า เจ้าของร้านท่านนี้ ควรจะได้รางวัลสาขาการตลาดยอดเยี่ยมประจำปี 2555 ด้วยซ้ำไป

จุดสำคัญของเรื่องนี้ คงบอกให้เราๆ นักการตลาดทุกท่านว่า บางทีการมีจุดขายเฉพาะ (USP) ที่แตกต่างและสร้างสรรค์ อาจทำให้ท่านประสบความสำเร็จได้อย่างคาดไม่ถึง

และคำถามสำคัญ 3 ข้อ ที่เราๆ อาจจะหลงลืมไป เวลาทำธุรกิจและการตลาด

1.) จะขายอะไร
2.) จะขายใคร
3.) ทำไมคนถึงต้องซื้อ

ถ้าตอบได้ รับรองไปรอด แต่ถ้าตอบไม่ได้ ... ก็ควรจะไปทบทวนดูอีกครั้ง ก่อนจะลงมือทำครับ

ในกรณีร้านกินติม ดูควาย

1.) จะขายอะไร - ขายไอติม ที่มาพร้อมบรรยากาศการดูควาย
2.) จะขายใคร - ขายนักท่องเที่ยวและคนที่ขับรถผ่านไปมา
3.) ทำไมคนที่ต้องซื้อ - จุดขายที่แปลกแบบไม่มีใครเหมือน หาที่อื่นไม่ได้


ตอบได้ครบทั้ง 3 ข้อ จริงๆ

นับถือๆ ครับ

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แบรนด์ Brands ... คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ

เคยได้ยินกลยุทธ์การตลาดนี้ไหมครับ

"คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ"

แบรนด์ซุปไก่ ที่โด่งดังในบ้านเราใช้กลยุทธ์นี้ ในการทำตลาดครับ


ผมเคยได้ยินว่า จริงๆ แล้วตัวแบรนด์ซุปไก่ ในเรื่องของประโยชน์ (Benefits) ที่คนทานจะได้รับ จัดว่าธรรมดามากๆ เมื่อเทียบกับอาหารเสริมอื่นๆ คนวงในยังพูดเองเลยครับ ว่า ... ไม่ต่างจากน้ำต้มไก่ สักเท่าไหร่

ด้วยข้อจำกัดนี้ จึงทำให้แบรนด์เน้นทำตลาด ในเรื่องอารมณ์ หรือ Emotional มาตลอด โดยขยับจากการพูดประโยชน์ (Benefits) มาพูดเรื่องคุณค่า (Values) ที่จะได้รับ โดยใส่เรื่องของ "ความรัก" "ความรู้สึกดีๆ" เข้ามา


และใช้ Brand Ambassador ที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับความนิยมสูง ภาพลักษณ์ดี มาตลอด
.
.
.
ส่วนกลยุทธ์ "คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ" 

เป็นความชาญฉลาดอย่างยิ่งของแบรนด์ เนื่องจากวางตัวเอง เป็นของดี เกรดพรีเมี่ยม สำหรับในทุกโอกาสการให้ ไม่ว่าจะเป็น ปีใหม่ ตรุษจีน และเยี่ยมไข้

คนซื้อ ... ซื้อโดยไม่คิดมาก เพราะไม่ได้ใช้ ... แต่เอาไปมอบให้คนอื่นตามโอกาส
คนใช้ ... ไม่ได้ซื้อ เพราะได้รับมาฟรี ... รู้สึกดี เพราะของมันแพง และคงจะไม่มีใครบอกว่า ทานแล้วเฉยๆ

นอกจากนั้น แบรนด์ ยังมีความฉลาด ในเรื่องการเจาะตลาดกลุ่มเด็ก ซึ่งก็คือ Brands' Summer Camp



ตอนสมัยผมเป็นนักเรียนขาสั้น ก็ดื่มแบรนด์ก่อนสอบทุกครั้ง คือ คิดไปเองว่าจะทำให้อ่านหนังสือ จำได้ดีขึ้น สมองฉลาดขึ้น เลยกินทุกคืนในช่วงอ่านหนังสือ และก่อนเข้าห้องสอบ

ผ่านมาจนปัจจุบัน แบรนด์ก็ยังจัดกิจกรรมนี้อยู่ ... เพราะได้รับผลตอบรับดีมาก

แต่ก็มีคู่แข่งใหม่เกิดขึ้นมา นั้นก็คือ เปปทีน ที่ลุยทำ Peptein Genius Generation 


ซึ่งวางจุดยืน เรื่องทานแล้วฉลาด เตรียมสมองให้พร้อม มาชนกับแบรนด์เต็มที่ ในกลุ่มเด็กนักเรียน ... และก็ได้ผลตอบรับดีซะด้วยสิ

ตลาดนี้ ไม่มีใครตอบได้ ว่าตกลงทานแล้ว มันดียังไง 

แต่ที่แน่ๆ ... คนที่ซื้อทานเอง ... มักจะซื้อด้วยอารมณ์ที่การตลาดสร้างมา ... คือทานแล้วจะดี หรือทานแล้วทำให้ตัวเองมีความมั่นใจมากขึ้น ... มากกว่าจะถามตัวเองว่า ทานแล้ว ได้ผลจริงไหม

นี้แหละครับ การทำตลาดด้วยอารมณ์ (Emotional Marketing) ของจริง 

ไม่มีสอนในตำรา แต่มาจากประสบการณ์ !!!

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นันยาง Nanyang ... การตลาดของจริง

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ... ฮู้ว นานมาก สมัยผมยังเป็นนักเรียนขาสั้น

นันยางในตอนนั้น ใครไม่ใส่ ไปใส่ยี่ห้ออื่น จะถูกมองว่า ... ไม่เก๋า

มาสมัยนี้ ไม่รู้เป็นยังไง เพราะผมไม่ได้สนใจหรือเกี่ยวข้องกับตลาดนี้เลย

.
.
.
แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน มีน้องมาเล่าให้ฟัง ขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว สะดุดกับ Ads ตัวหนึ่ง ประมาณไม่ได้สนใจอะไร แต่เห็นนักเรียนหญิงน่ารักในโฆษณา มาพูดยืดหยุ่นๆ ก็เลยดูซะ แล้วก็จำได้แม่นซะด้วย ว่าเป็นแบรนด์นันยาง

ผมในฐานะนักการตลาดที่ดี เมื่อมีอะไรมาเข้าหู ก็เลยต้องศึกษาซะหน่อย (ไม่ได้อยากดูนักเรียนหญิง จริงๆ นะ ^ ^)

ก็พบว่า นันยาง เค้าทำตลาดได้ดีจริงๆ มาดูโฆษณาล่าสุดกัน



และก็มีอีกตัว ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อันนี้ก็ หนึบๆ



โฆษณาชุดนี้ ใช้ชื่อแคมเปญว่า "นันยาง รู้ใจพวกนาย"

ก็น่าจะโดนใจ ... กลุ่มเป้าหมายนะ ผมว่า

แต่ของจริง มันอยู่ที่การเน้นสื่อที่เข้ากับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งนันยางเลือกที่จะไปกับ Social Media เน้นที่ Facebook

ตอนนี้ก็มียอด Like 150,000 แล้ว ถือว่าเก่งทีเดียว


การมียอด Like 150,000 คน นั้น หมายถึง ถ้านันยางมีข่าวประชาสัมพันธ์อะไร จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ถึง 150,000 คน ทันที ที่สำคัญคือ ฟรี ไม่เสียตังค์ ... และเป็นกลุ่มเป้าหมายนักเรียน วัยรุ่น จริงๆ ดูได้จากข้อมูลสถิติของ Facebook

นอกจากนั้น นันยางยังทำ Below The Line ทำกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอลพลาสติก "นันยาง โกลหนู ..." ซึ่งมีทีมเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,000 ทีม จากทั่วประเทศ 

เป็นไปตาม ... เคล็ดลับการตลาด ... ที่ผมเรียนรู้มาจากมหาเศรษฐีเบอร์ต้นๆ ของประเทศ ... ว่า 

"จะสร้างธุรกิจ จะสร้างตลาด จะสร้างแบรนด์ให้สำเร็จ ต้องเข้าถึงคนอย่างน้อยหลักพัน ให้รู้จักและใช้สินค้า และให้คนหลักพันเป็นแรงขับเคลื่อนต่อไป ให้เป็นหลักหมื่น หลักแสน และหลักล้าน"

.
.
.
ต้องขอชมคนทำการตลาดของนันยาง ... เพราะทำตลาดมาได้ถูกทางมากๆ 

อนาคตต่อไป ... นันยางคงเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดนี้ไปอีกนาน ... 

ด้วยการตลาด ที่ทำแล้ว ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง

นันยาง สุดยอด แบรนด์ไทย จริงๆ ...

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



Celeb Marketing ตอนที่ 3: Celeb Product

มาถึงตอนสุดท้ายของ Celeb Marketing คือการทำตลาดแบบที่ให้ Celeb ผูกตัวเองเข้ากับผลิตภัณฑ์

ยกตัวอย่างเช่น

คุณพลอย เฌอมาลย์ ที่ร่วมออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ Chaps หรือ CPS


คุณอั้ม พัชราภา กับชุดชั้นในแบรนด์ Kyra ที่ร่วมออกแบบเช่นกัน


ความพิเศษของการตลาดลักษณะนี้คือ ดึงจุดเด่นของ Celeb คนนั้น เช่นคุณอั้ม Sexy ก็ดึงมาทำชุดชั้นใน นอกจากนั้นยังมีน้ำหอม ที่นำเรื่องความดึงดูดต่อเพศตรงข้าม หรือ Sex Appeal มาใช้ได้อย่างลงตัว


การทำตลาดลักษณะนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากเมืองนอก ที่มักนำ Celeb ที่มีชื่อเสียง มามีส่วนร่วมกับสินค้า 
.
.
.
เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ที่ Nike ทำตลาดอย่างหนักกับ Nike Air-Jordan ออกแบบมาสำหรับนักบาสชื่อดัง ไมเคิล จอร์แดน



ใครเล่นบาสสมัยนั้น มีใส่ละก็ จัดว่า เท่มาก !!!

ย้อนกลับไปประมาณ 5 ปี ก็เห็นจะมี น้ำหอมแบรนด์ Believe ของบริทนีย์ สเปียร์ ที่ใน Ads หุ่นยังเซี้ยะอยู่


ปัจจุบันก็มีทำการตลาดลักษณะนี้กันอยู่อีกเยอะ ทั้งในรูปแบบจ้างเฉพาะกิจ หรือเชิญมาร่วมเป็นผู้ถือหุ้น และทำตลาดผูกกับแบรนด์ ผูกกับผลิตภัณฑ์ไปเลยก็มีให้เห็นเยอะ

ถ้าในเมืองไทย การทำตลาดลักษณะที่ให้ Celeb เข้ามาถือหุ้น แล้วถือว่าได้ผลดี เห็นจะเป็นธุรกิจแนวผับ ร้านเหล้า เช่น Funky Villa ที่คนไปเที่ยวเยอะมาก ... ก็เกิดจากการที่บอกว่าเป็นร้านของบรรดา Celeb


สาวๆ ที่มาเที่ยว จัดได้ว่า ... สุดยอด 

ซึ่งการทำตลาดของบรรดาผับดังทั้งหลาย ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เท่าที่ผมทราบ ไม่ว่าจะเป็น ร้านนั่งเล่น, Route, Muse หรือ Funky ไม่มีฟลุ๊กนะครับ ฝีมือล้วนๆ แต่จะทำด้วยวิธีไหน เดี๋ยววันหลัง ค่อยมาว่ากัน ... 
.
.
.
ข้อควรระวังของ Celeb Marketing

1.) Celeb ที่ใช้ต้องไม่มีภาพลักษณ์ไปในทางเสื่อมเสีย ในบ้านเราคือ เรื่องยาเสพติด ห้ามเด็ดขาด

2.) รักจะทำ Celeb Marketing อย่าขี้เหนียว ถ้า Agency รู้ว่าคุณไม่ค่อยมีตังค์ แต่อยากทำ เค้าจะเชียร์ให้คุณใช้ดาราที่กำลังจะเกิด ซึ่งมันไม่เคย work เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ทำไปก็เงียบสนิท เอาตังค์ไปใช้อย่างอื่น ให้เกิดผลดีกว่าครับ

3.) การต่อรองต้องเป็น เรื่องนี้ คุณต้องดูดีๆ ปรึกษาคนที่รู้จริง เพราะบรรดา Agency ที่ติดต่อให้ เป็นพวกเขี้ยวลากดินอยู่แล้ว ข้อตกลงหรือราคาอาจจะโดนเอาเปรียบกันง่ายๆ
.
.
.
สุดท้าย ... Celeb Marketing ดีครับ ทำเป็นเถอะ 

แต่ต้องทำให้เหมาะ ทำให้เป็น เงินต้องถึง

เกิดได้ทุกแบรนด์ครับ ... ในบ้านเรา

Wikran M.
.
.

>> Celeb Marketing ตอนที่ 1
>> Celeb Marketing ตอนที่ 2


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 


  

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Celeb Marketing ตอนที่ 2: Event Marketing

กลับมากับตอนที่ 2 ของ Celeb Marketing ครับ

ซึ่งในครั้งนี้ เราก็จะมาคุยกันเรื่องของการใช้บรรดาเหล่า Celeb ในงาน Event ต่างๆ

คำถามแรก ... ทำไมต้องใช้ Celeb ในงาน Event ???

คำตอบ >>> เพราะบรรดา Celeb เป็นแหล่งดึงดูดนักข่าวสายต่างๆ ให้เข้ามาทำข่าว โดยเฉพาะสายบันเทิง

คำถามที่สอง ... แล้วควรจะใช้ใครบ้างในงาน Event ???

คำตอบ >>> ถ้ามี Presenter ของแบรนด์อยู่แล้ว ต้องให้คนนั้น เด่นที่สุด ...
แต่ถ้าไม่มี ก็ต้องหา Celeb ที่เหมาะสมกับงาน ...
จะให้ดีขึ้นไปอีกก็ต้องหา Celeb ที่ เป็นอยู่ในกระแสความสนใจของนักข่าว ...
และจะให้ดีที่สุด เอาแบบที่มี Story เรื่องราว เช่น คนนั้นกำลังทะเลาะกับคนนี้ แล้วมาร่วมงานเดียวกัน คนโน้นเพิ่งเลิกกับคนนี้ แล้วมาด้วยกัน เป็นต้น นักข่าวจะชอบมากกกกกก และจะมากันล้นงาน

โปรดอย่าลืมว่า ... งาน Event เมืองไทย ส่วนใหญ่จัดขึ้นเพื่อให้เป็นข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าว PR ผ่านสื่อต่างๆ เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และออนไลน์

ดังนั้น นักข่าว จึงเป็นหัวใจของงาน ถ้ามาเยอะ ... ก็มีสิทธิที่ข่าวจะออกเยอะ หรือมี Press Release เยอะ แต่ถ้ามากันน้อย ... โอกาสเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ก็น้อย

เพราะฉะนั้น นักการตลาดที่ชาญฉลาด จะเข้าใจประเด็นนี้ เป็นอย่างดี

ที่นี้ลองมาดูราคาปัจจุบันของเหล่า Celeb ชื่อดังกันบ้าง

ราคา Rate 100,000 - 200,000 บาท ต่องาน ต่อคิว (ปกติคิวละประมาณ 3 ชม. - รวมแต่งหน้า ทำผม ท่องสคริป ซ้อม Acting)

Rate นี้ จัดว่าเป็น Super Hot Celebs คือ มาเมื่อไหร่ นักข่าว ... มาเพียบ

เริ่มโดยคุณชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต Rate ราคาเปิด ตอนนี้อยู่ประมาณ 150,000 บาท ถ้าต่อรอง อาจลงมาได้ที่ 120,000 บาท


มาดู Celeb ผู้ชายกันบ้าง กับพี่โดม ปกรณ์ ลัม ราคาประมาณ 120,000 บาท จะให้โหนสลิงค์ บู๊อย่างไร จัดได้หมด


และถ้าจะว่าถึง Celeb ชายและหญิง ที่ฮอตที่สุด คงหนีไม่พ้น

Celeb ฝ่ายหญิงได้แก่ คุณอั้ม ที่ตอนนี้ ค่าตัวถึงระดับ 250,000 บาท แต่ต่อรองได้เหลือประมาณ 200,000 บาท (จะให้อั้มลงอ่างก็ต้องจ่ายแพงหน่อย อิอิ)

ลงอ่างน้ำนม ... ครั้งแรก
ลงอ่างน้ำอาบน้ำ ... ครั้งล่าสุด

Celeb ฝ่ายชาย ได้แก่ คุณณเดช ที่ตอนนี้ ค่าตัวถึงระดับ 200,000 บาท แต่ต่อรองได้เหลือประมาณ 170,000 บาท เชื่อไหมครับ เค้าคนนี้ ผมเคยจะจ้างมางานอีเวนต์ผม เมื่อช่วงกลางปี 2552 ตอนนั้นค่าตัวเค้า 40,000 บาท ตอนนี้ผ่านไป 3 ปี กับความฮอตสุดๆ เงินเลยเฟ้อขึ้นซะ 5 เท่า (ผู้จัดการเอ ปั่นราคาเก่งจริงๆ ยอมรับๆ)

นอกจากนี้ Celebs ที่อยู่ในราคา 100,000 up ก็จะมีคุณพลอย เฌอมาลย์ และคุณแอฟ ทักษอร

และ Rate ต่อมาคือ 60,000 - 100,000 อย่างน้องมาริโอ้ เมาเร่อ น้องเก้า จิรายุ คุณป้อง ณวัตร คุณแพนเค้ก และคุณญาญ่า เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นดาวรุ่ง และสื่อให้ความสนใจ

สำหรับ Rate สุดท้ายคือ 30,000 - 60,000 บาท แต่ส่วนมากจะอยู่ตรงกลางที่ 40,000 บาท ก็จะเป็น Celebs กลางๆ หรือที่กำลังจะดัง เช่น คุณกันต์ กันตถาวร คุณพอร์ช ศรัณย์ น้องสายป่าน อภิญญา เป็นต้น

และที่ขาดไม่ได้อีกเหมือนกันก็คือ MC ผู้ดำเนินรายการ งาน Event ในเมืองไทย เก่งๆ ก็มี

คุณเอก เอกชัย
คุณได๋ ไดอานา

จริงๆ ทั้งที่ทำงานหนักกว่า Celebs ที่มาร่วมงาน แต่ค่าตัว MC มักจะถูกกว่า ...
ปกติจะให้อยู่ที่ 20,000 - 40,000 บาท สำหรับ MC ที่เป็น Celeb
เกินนี้ ก็จ้าง MC ทั่วไปได้ พูดเก่งสุดๆ ราคาไม่เกิน 10,000 บาท

ที่เหลือก็จะเป็นตัวประกอบ เพื่อให้งานดูเต็มๆ แล้ว นั้นก็คือ ...

บรรดาไฮโซเด็ก ที่อยากดัง พวกนี้จะไม่ต้องจ่ายตังค์จ้าง ให้เป็นของขวัญหรือค่าน้ำมัน 2,000 บาท ก็พร้อมมาร่วมงานเต็มที่

พริตตี้ที่มาร่วมรับแขก Rate ก็จะตามระดับของงาน ถ้างานหรู ก็จะใช้พริตตี้ Rate 5,000 - 7,000 บาท ถ้าทั่วไป สมัยนี้ก็ 2,000 - 3,000 บาท

สุดท้าย ถ้าจะเปรียบงาน Event กับ Celeb ก็เหมือน กระเพรา กะ ไข่ดาว ... มันคู่กันจนขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ความอร่อยจะลดลงทันที

และขอแถม น้องๆ พริตตี้ ที่หน้าตา รูปร่าง ไม่ได้ด้อยกว่าเหล่า Celeb เลย เพียงแต่ว่า แข่งบุญแข่งวาสนา มันแข่งกันยาก ... ผมว่านะ


ครั้งหน้า เจอกันกับตอนสุดท้ายของวิวัฒนาการล่าสุด ของ Celeb Marketing ที่ผูกตัวเองเข้ากับแบรนด์และสินค้าเลย ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ

Wikran M.
.
.

>> Celeb Marketing ตอนที่ 1
>> Celeb Marketing ตอนที่ 3


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Celeb Marketing ตอนที่ 1: Presenter Marketing

Celeb Marketing หรือการใช้คนมีชื่อเสียงในการทำตลาด

ในบ้านเรา ผมสังเกตได้ว่า ทุกแบรนด์ดังใช้กันหมด และใช้กันหลากหลายมาก

ทั้งใช้เป็น Presenter, ใช้ในงาน Event, ใช้กับแคมเปญโปรโมชั่น,  ใช้ผูกกับ Product ไปเลยก็มี และอีกมากมายที่ใช้กัน

เพราะฉะนั้น Celeb Marketing จึงเป็นการตลาดที่คู่กับคนไทยมายาวนาน และคงมีประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านแน่นอน ถ้าเข้าใจและใช้เป็น

แต่ถ้าให้ผมสรุปทั้งหมด คงยาวมากแน่ๆ ... ผมเลยแบ่งเป็นตอนๆ โดยเริ่มจาก

ตอนที่ 1 การใช้ Presenter Marketing ครับ
.
.
.
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมต้องใช้ Presenter ในการโฆษณาสินค้า ต่างๆ ด้วย

เพราะ ...

- ทำให้จำแบรนด์นั้นๆ ได้ง่าย
- ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูดี
- ทำให้อยากลองใช้สินค้า
- ทำให้เป็นที่ยอมรับ ดูดี รู้สึกดี เมื่อใช้สินค้าของแบรนด์นั้น
ฯลฯ

สรุปง่ายๆ คือ คนไทยชื่นชอบดารา ศิลปิน มาก (สังเกตได้จากอาการติดละคร) จึงทำให้เมื่อใช้ดารา ศิลปิน เหล่านี้ มาเป็น Presenter และทำโฆษณา บริษัทจะได้ผลลัพธ์หลายประการ ... ดังที่กล่าวไปข้างต้น ... ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องอารมณ์ (Emotional) ล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับเหตุผล (Rational) ในการเลือกแบรนด์และใช้สินค้าเลย

และผลลัพธ์สุดท้ายของบริษัท ก็คือ ยอดขาย ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการใช้ Presenter Marketing ที่ประสบความสำเร็จ
.
.
.
หลายๆ ท่านคงทราบว่า สำหรับ Presenter ที่มีชื่อเสียง โด่งดัง หรืออยู่ในกระแส มีค่าตัวกันถึง 7 หลัก หรือ 8 หลัก กันเลยทีเดียว (คือหลักล้านขึ้นไป จนถึงสิบล้าน นะครับ)

แน่นอนว่า Presenter อันดับ 1 ในเมืองไทย ก็คือ คุณอั้ม พัชราภา


รับงาน Presenter มากมาย


ทเวลฟ์ พลัส ชาวเวอร์ ครีม ปรกบคู่กับดาราเกาหลี ลี มินโฮ


ของ Samsung


รวม Superstar Presenter ของ Mistine 

ต่อมา เป็นชายหนุ่ม ที่มาแรงไม่หยุด รับเป็น Presenter มากมาย ก็คือ คุณณเดช คูกิมิยะ


Mazda


แป้งเย็นทเวลฟ์ พลัส เอ็กซ์ตร้า คูล


ชาเขียว โออิชิ

นอกจากนั้น เหล่า Celeb ที่มีผลงานเป็น Presenter อยู่เรื่อยๆ ก็คือ


คุณชมพู่ อารยา


คุณพลอย เฌอมาลย์

 Celebs เหล่านี้ นอกจากเรื่องชื่อเสียง แฟนคลับ และผลงานที่ต่อเนื่องแล้ว ยังต้องมีเรื่องของบุคลิกภาพ (Personality) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 

ซึ่งถ้าใครมีบุคลิกดูดี ทันสมัย เป็นที่ยอมรับในสังคม ก็จะได้รับงาน Presenter อยู่เรื่อยๆ

แต่จุดที่ต้องระวังคือ ต้องไม่มีชื่อเสียงไปในทางเสียหายหรือไม่ดี เพราะถ้ามีเมื่อไหร่ ก็จะถูกถอดออกจากงาน Presenter ทันที 

สุดท้าย คนที่มาแรง สดใหม่ และดูแพง ไปด้วยในตัว ก็คือ


คุณพีช พชร จิราธิวัฒน์ นั้นเอง ล่าสุดกับ Presenter ของ Brand และเถ้าแก่น้อย น่าจับตามองทีเดียว

ครั้งหน้า เรามาดูกันต่อ ในเรื่องของ Celeb Marketing ในเรื่องการใช้ในงาน Event ครับ

โปรดติดตามตอนต่อไป...

Wikran M.
.
.
>> Celeb Marketing ตอนที่ 2
>> Celeb Marketing ตอนที่ 3

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่...