วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Marketing Essence: ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง

การทำตลาดจะมีแก่นอยู่ 3 สิ่งสำคัญที่... นักการตลาดต้องเข้าใจเป็นอย่างดีในการทำตลาด

นั่นคือ... ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง มาดูกันครับ 

จากบทความก่อน ผมได้กล่าวไว้ว่า
การตลาดคือ การตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ซึ่งจากประโยคข้างต้นต้องมาศึกษากันต่อ ว่า

ลูกค้าคือใคร ???
ความต้องการของลูกค้าคืออะไร ???
แล้วเราจะตอบสนองความต้องการนั้นได้อย่างไร ???

แสดงว่าต้องรู้และเข้าใจในเรื่อง
 ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง

แล้ววันนี้เราทำธุรกิจหรือทำงานการตลาดอยู่ก็ตาม
เคยเข้าใจและใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้บ้างไหม

ลองมาดูโจทย์นี้กันครับ
ถ้าเพื่อนๆ ทำธุรกิจเสื้อผ้าวัยรุ่น เพื่อนๆ คิดว่า
ลูกค้า ความต้องการของลูกค้า และการตอบสนองความต้องการของธุรกิจเสื้อผ้าวัยรุ่น เป็นอย่างไร
(สำคัญมากนะครับทุกๆ  ครั้งที่เราทำการตลาด ไม่ว่าจะทำให้กับบริษัท แบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์ เราต้องตอบทั้ง 3 สิ่งนี้ให้ได้ก่อนเสมอ)

คำตอบของเพื่อนๆ คืออะไรครับ จะตอบเหมือนตัวอย่างข้างล่างนี้ รึเปล่า
ลูกค้า: กลุ่ม First Jobber, อายุ 22 – 28 ปี, รายได้ปานกลาง, อาศัยในเขตเมือง ฯลฯ
ความต้องการของลูกค้า: ต้องการสินค้าดูเท่ ทันสมัย ฯลฯ
การตอบสนองความต้องการ: การบริการที่ดี สินค้ามีแบรนด์ สินค้าทันสมัย ฯลฯ

ถ้าคล้ายๆ กัน ผมบอกได้เลยว่าคุณจะสอบผ่านวิชาหลักการตลาดแน่นอน

แต่เวลาทำงานจริง คงต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริงได้ด้วย... อย่ายึดหลักการตลาดอย่างเดียว โดยขาดการมองสถานการณ์ให้ออก และใช้ข้อมูลและเหตุผลในการพิจารณาเรื่องลูกค้า ความต้องการของลูกค้า และการตอบสนองครับ

หากสนใจอยากรับฟังเรื่องลูกค้า ความต้องการของลูกค้า และการตอบสนอง... เชิญรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
..
ครั้งหน้าเราจะมาเจาะรายตัวกันกับ ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนองครับ ^^

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลา


ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Positioning... กลยุทธ์การตลาดที่ดีควรเริ่มต้นจากการกำหนดจุดยืน

Positioning... คือ สิ่งที่นักการตลาดต้องรู้... แต่จะรู้และเข้าใจขนาดไหน มาดูกันครับ


จุดยืน เรียกเท่ๆ แบบฝรั่งว่า “Positioning”
จุดยืน เปรียบเสมือน แก่นหรือเมล็ดพันธ์
อยากให้ธุรกิจเราเป็นอย่างไรอยากให้ลูกค้ามองเราแบบไหนอยากให้ผู้คนเห็นเรา นึกถึงเราอย่างไร
นั่นแหละครับคือ จุดยืน

ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น...
จุดยืน DTAC คือ ความรู้สึกดี เมื่อใช้บริการ
จุดยืน AIS คือ ความอุ่นใจและความมั่นใจในบริการ

ซึ่งทุกคนพอนึกตามก็จะรู้สึกเห็นด้วยกับ จุดยืน ของตัวอย่างที่ผมยกไป
เพราะอะไรครับ

เพราะทั้ง DTAC และ AIS นำจุดยืนเหล่านี้ มาสร้างเป็นแบรนด์ เชื่อมต่อกับส่วนผสมการตลาด และทำการสื่อสารการตลาดเข้าถึงผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้จุดยืนของพวกเขาชัดเจนในใจผู้คนขนาดนี้

จุดยืนแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ
จุดยืนทางด้านอารมณ์ (Emotional Positioning)
จุดยืนทางด้านการใช้งาน (Functional Positioning)

ซึ่งปัจจุบันจะเน้นไปทาง จุดยืนทางด้านอารมณ์ มากกว่า จุดยืนทางด้านการใช้งาน เพราะด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ ทุกอย่างที่เป็นเรื่องการใช้งานตามทันกันได้หมดแล้วล่ะครับ
จุดยืนไม่ใช่เรื่องที่จะกำหนดกันได้ง่ายๆ... แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะกำหนดเช่นกัน สำคัญที่การค้นคว้าหา ข้อมูล ครับ

เราต้องศึกษาตลาด ทั้งลูกค้า คู่แข่ง ตัวบริษัทเอง และสภาพสังคมปัจจุบันแล้วจึงค่อยกำหนดจุดยืนออกมา

โดยจุดยืนที่ดีจะมีลักษณะดังนี้
ชัดเจนไม่คลุมเครือและเข้าใจได้ง่ายว่าคืออะไร
เหมาะสมตรงตามความต้องการของลูกค้า
แตกต่าง มีความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด

ซึ่งจุดยืนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ 2 แบบ คือ
จุดยืนของผลิตภัณฑ์ (Product Positioning)
จุดยืนขององค์กร (Corporate Positioning)

และเมื่อทำการสื่อสารออกไป จะไปในรูปแบบของ แบรนด์

ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงไทย
จุดยืนขององค์กรคือ “Convenience หรือ ความสะดวก
ดังนั้นจุดยืนของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ออกมาจะไม่หลุดจุดยืนขององค์กรเรื่องความสะดวก แต่ก็สามารถเพิ่มเติมสิ่งอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้าไปได้ เช่น
KTB Netbank ที่เป็นผลิตภัณฑ์บริการทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต เพิ่มเติมจุดยืนผลิตภัณฑ์ในเรื่อง ความทันสมัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เข้ามา เป็นต้น 

จุดยืนเป็นสิ่งที่เราเป็นผู้กำหนดแต่จะชัดเจนหรือไม่ชัดเจน ก็อยู่ที่การนำไปทำต่อให้เป็นรูปธรรม

ผมเห็นหลายครั้งที่... บริษัทกำหนดจุดยืนได้ดี
แต่ไม่สามารถนำจุดยืนนั้น มาสร้างต่อได้จึงทำให้รู้กันเองแค่คนภายในบริษัท คนภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้หรือรับรู้คนละแบบกับจุดยืนที่กำหนด
และผมก็เห็นหลายครั้งอีกเช่นกัน ที่บริษัทต่างๆ ไม่มีจุดยืน มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจน หรือวางจุดยืนได้ไม่เหมาะสม จนทำให้บริษัทมีปัญหาในการแข่งขันระยะยาว

อย่างที่ผมกล่าวไป...
จุดยืนเปรียบได้กับ เมล็ดพันธ์ ที่เรานำมาปลูก
ถึงแม้เมล็ดพันธ์ดี (จุดยืนดี) แต่เลี้ยงไม่เป็น (นำจุดยืนมาขยายผลทางการตลาดต่อไม่เป็น) มันก็ไม่โต
ในทางกลับกัน ถึงแม้จะเลี้ยงดี ดูแลเก่ง (นำจุดยืนมาขยายผลทางการตลาดต่อได้ดี) แต่หากเมล็ดพันธ์ไม่ดี (จุดยืนไม่ดี) โตมาอาจจะไม่ใช้ต้นไม้ที่เราคาดหวังไว้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น จุดยืน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่
ทุกบริษัท ทุกแบรนด์ ทุกผลิตภัณฑ์ควรกำหนดให้เหมาะสม

แต่หากกำหนดแล้ว... ไม่ดี ไม่ตอบโจทย์ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง เราก็สามารถที่จะ... ปรับเปลี่ยนจุดยืน (Re-Positioning)” ให้กลับมาเหมาะสมได้เช่นกันครับ

หวังว่าท่านผู้อ่านคงมีความรู้และเข้าใจในเรื่อง Positioning หรือ จุดยืน มากขึ้น... จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงนะครับ ^^

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด



ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

SWOT Analysis สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด

SWOT - เครื่องมือการวิเคราะห์ที่นักการตลาดต้องรู้และใช้เป็น...

การวิเคราะห์สถานการณ์มีความสำคัญมาก
ผมมักจะใช้ “SWOT เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สถานการณ์เสมอ
โดย SWOT ย่อมาจาก

Strength (จุดแข็ง) Weakness (จุดอ่อน) Opportunity (โอกาส) Threat (อุปสรรค)

จุดแข็งและจุดอ่อน... เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายใน
โดยพิจารณาตัวเราหรือบริษัทเทียบกับคู่แข่งเป็นหลัก เช่น เทียบกันเรื่องแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ บริการ ราคา สถานที่ การส่งเสริมการตลาด และคน เป็นต้น

โอกาสและอุปสรรค... เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก
โดยดูจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลาด และกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี แนวโน้มตลาด การแข่งขัน ค่านิยมและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น
บริษัทใหม่นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากอเมริกา

จุดแข็ง: คุณภาพสูง, เป็นผลิตภัณฑ์ US Import มีความน่าเชื่อถือในหมู่คนไทยมาก
จุดอ่อน: แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก, ราคาสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีอยู่แล้วในตลาด
โอกาส: แนวโน้มตลาดอาหารเสริมในประเทศเติบโตขึ้น  เฉลี่ย 20% ทุกปี
อุปสรรค: การแข่งขันภายในตลาดสูง และความควบคุมที่เข้มงวดของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องการโฆษณา 

เมื่อเราวิเคราะห์ SWOT เสร็จแล้วต้องมาพิจารณาต่อดังนี้

จุดแข็งต้องนำมาเป็นจุดขาย และนำมาต่อยอดทางธุรกิจ
จุดอ่อนต้องแก้ไขจุดอ่อนให้ได้ หรือถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึง
โอกาสสิ่งที่เราใช้พิจารณาความเป็นไปได้ของธุรกิจ  แบรนด์ และผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังจะทำ
อุปสรรคสิ่งที่เราใช้พิจารณาถึงปัญหาที่เราต้องพึงระวังเป็นพิเศษ ซึ่งต้องหาทางออกหรือทางแก้ปัญหาเตรียมไว้เสมอ

ซึ่งจุดแข็งและจุดอ่อนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เราควบคุมได้ แก้ไข ปรับปรุง พัฒนา หรือต่อยอดได้
ส่วนโอกาสและอุปสรรคจะเป็นเรื่องที่เราควบคุมได้ยาก ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจ หาจังหวะใช้โอกาสให้เป็น และก้าวผ่าน หรือหลบหลีกอุปสรรคให้ได้

สุดท้ายจึงนำ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค

มาสรุปและจัดทำเป็นวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ แผนดำเนินการ และการประเมินผล ในแผนงานต่อไป

ผมได้เพิ่มเติมตัวอย่างการทำ SWOT ไว้ที่คลิปตามด้านล่างนี้ หากสนใจลองรับฟังเพิ่มเติมนะครับ... 
Case Study: เปิดร้านอาหารญี่ปุ่น จะใช้ SWOT อย่างไรดี...


ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
.
.
เป็นยังไงกันบ้างครับ... ผมหวังว่าคงนำ SWOT ไปวิเคราะห์ธุรกิจและการตลาดของเพื่อนๆ ได้กันนะครับ ^^

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด




ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การตลาด คือ... What Marketing is

การตลาดคืออะไร... มีหลายท่านถามผมบ่อย และสงสัยบทบาทและหน้าที่ของมันเป็นอย่างมาก...

วันนี้ผมเลยขอนำบทความตอนหนึ่งจากหนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด 
มาอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นครับ มาดูกันเลย
ทำไมปัจจุบันหลายคนต่างสนใจเรื่องการตลาด
การตลาดมีอะไรดี ???
การตลาดช่วยอะไรได้ ???
คำถามเหล่านี้ผมเจอบ่อยมากครับ
เลยขอตอบแบบที่คิดว่า ใช่ที่สุด นั่นก็คือ

การตลาด ช่วยสร้างเงินทั้งยอดขายและกำไร
การตลาด ช่วยสร้างลูกค้าทั้งระยะสั้นและระยะยาว
การตลาด ช่วยปกป้องเราจากการแข่งขันที่รุนแรง
การตลาดช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเรา

ในเมื่อการตลาดเหมือนพระเอกสุดๆ ขนาดนี้
ทำไมทุกธุรกิจ... จะไม่ให้ความสำคัญกับการตลาดละครับ
ทั้งตัวเจ้าของธุรกิจเองที่ต้องหันมาเรียนรู้เรื่องการตลาด
รวมไปถึงการจ้างงานราคาแพงสำหรับลูกจ้างเซียนการตลาดทั้งหลาย
ก็ย้ำกันอีกครั้งยุคนี้การตลาดคือ พระเอกตัวจริง (จริงๆ)

เรื่องสำคัญต่อมาก็คือหลายคนรู้ว่า การตลาดสำคัญจริง
แต่จะมีสักกี่คน ที่เข้าใจการตลาดจริงๆ ว่า

การตลาดคืออะไร

ผมให้เวลาคิด 10 วินาที
การตลาดคือ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์รึเปล่า ???
การตลาดคือ การขายรึเปล่า ???
การตลาดคือ เรื่องแบรนด์รึเปล่า ???
ที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด
แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่ ชัดเจนและเหมาะสม ว่า… การตลาดคืออะไร

ในความคิดของผม
คำตอบที่สั้น กระชับ ชัดเจน และเหมาะสมที่สุด ก็คือ
 การตลาดคือ การตอบสนองความต้องการของลูกค้า
สั้นๆ และเข้าใจง่ายๆ แบบนี้ละครับ

แต่ถ้าอยากเข้าใจให้มากขึ้น... เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้... 
ต้องศึกษาต่อ โดยให้เน้นไปที่ 3 คำนี้ครับ

ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง

หากสนใจอยากรับฟังเรื่องการตลาดคืออะไรแบบละเอียดมากขึ้น... เชิญรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
.
.
ก็มาจบที่ตรงนี้ครับ หวังว่าหลายๆ ท่านคงได้คำตอบดีๆ ไปแล้ว... ไว้บทความหน้า เราค่อยมาขยายความกันต่อกับเจ้า 3 คำนี้ึครับ... ลูกค้า ความต้องการ และการตอบสนอง ^^

Wikran M.

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือ The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด



ติดตามบทความได้ทุกวันที่... 

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

The Invisible Hat ถอดหมวก... เปิดความคิด ชีวิตและการตลาด

ห่างหายจากการเขียนบล๊อกไปนานมากๆ...

เนื่องด้วยติดภารกิจเขียนหนังสือ + วิทยากร + ที่ปรึกษา + ทำงาน + ฯลฯ

ซึ่งหากมีจังหวะดีๆ จะกลับมาเขียนเรื่องราวการตลาดที่น่าสนใจต่อแน่นอนครับ...

และหากเพื่อนๆ ท่านใด อยากให้เขียนถึง เล่าถึง วิเคราะห์ถึงเรื่องไหน (ในมุมการตลาดนะครับ)... สามารถส่งข้อความมาทาง Inbox - FB ผมได้เลย... https://www.facebook.com/MarKeTingInDeeD

สำหรับในครั้งนี้... ผมมีผลงานเขียนหนังสือเล่มล่าสุดมาฝากครับ
หนังสือเล่มนี้... สำหรับคอการตลาดไม่ผิดหวังแน่นอน รวมถึงผมได้เขียนถึงแง่คิดในการใช้ชีวิตมาฝากด้วยเช่นกัน

สำหรับไอเดียหนังสือ The Invisible Hat เล่มนี้... มาจากความเชื่อที่ว่า คนเรามีหมวกที่มองไม่เห็น (The Invisible Hat) สวมใส่อยู่ทุกวัยทุกช่วงอายุ ซึ่งหมวกนั้นก็เปรียบได้กับ ตัวตน ความคิดของเรา... บางครั้งเราโดนคนอื่นใส่ให้บ้าง บางครั้งเราเลือกที่จะใส่เองบ้าง... สิ่งสำคัญคือ เรารู้ตัวหรือไม่ ว่า หมวกใบที่ใส่อยู่มันคือ สิ่งที่ใช่สำหรับเราจริงๆ รึปล่าว... ซึ่งเล่มนี้ ผมได้สอดแทรกมุมมองและความคิดที่สำคัญ ทั้งด้านชีวิตและการตลาดไว้มากพอสมควร... ลองติดตามกันดูครับ ^^

Wikran M.

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

Free Copy Marketing: FUUM Mag

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกท่าน...

วันนี้ผมมีเรื่องราวดีๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ

เมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา... ผมมีความคิดอยากที่จะทำนิตยสารกับเพื่อนๆ

โดยความคิดผมง่ายมากครับ... ผมเห็นโอกาสทางการตลาดที่ว่า...

"ทำไม Free Copy (นิตยสารแจกฟรี) ไม่มี For Men"

ความคิดง่ายๆ แค่นี้แหละครับ... ที่เป็นที่มาของ FUUM
นี่คือ... เล่มจริง เล่มแรกที่จะแจกวันศุกร์ที่ 18 ม.ค. 2556 นี้ครับ

พอมีไอเดียปุ๊ป... ผมไม่รอช้าเริ่มชวนเพื่อนๆ เลย

เพื่อนๆ ที่เป็นหุ้นส่วนก็เก่งมาก งาน Production ออกมาดีเยี่ยม

แต่โจทย์ต่อมาคือ... จะทำอย่างไรถึงจะขาย Sponsor ได้

เราก็เลยทำ Mock Up กันขึ้นมา... และตระเวนช่วยกันขายอย่างเต็มที่
ผมใช้ Connection ที่มีทั้งหมด ทุ่มเข้าไปให้กับเล่มนี้... 

ปิดมาได้ครับ แบรนด์ดังๆ ทั้งนั้น... ลองหาอ่านในเล่มได้ครับ

ซึ่งตอนขาย... ผมเรียนรู้ว่า การนั่งรอ การตามติด การโทรหาคนแปลกหน้า... มันต้องอดทน

แต่ก่อนผมได้แต่ให้เอเจนซี่มานั่งรอ ให้สื่อต่างๆ มารอ... เพราะผมเป็นลูกค้า

ยอมรับเลยครับ... พอลงสนามจริง ต้องปรับตัวใหม่เยอะเลย...

จะมานั่งอยู่ในหอคอยงาช้าง หรือนั่งเทียนเขียนแผน หรือนั่งดีเบทโยนงานกันในห้องประชุม... ไม่มีในสนามจริงครับ ทำให้ผมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก
.
.
.
โจทย์สำคัญที่เราตั้งกันคือ... เรามีดีอะไร สปอนเซอร์ถึงจะซื้อ

ข้อดีมีครับ... แต่ผมขอกล่าวถึงข้อด้อยก่อน...

1.) เรายังไม่ได้ออกเล่มจริง
2.) เราไม่ใช่บริษัทใหญ่ ที่มีลูกค้าอยู่แล้ว
3.) เราไม่มีฐานกลุ่มคนอ่าน

ทั้งหมดคือ... ข้อด้อย ซึ่งต้องหา "ข้อดี" มาชดเชย

ข้อดีคือ...
1.) เราขายราคาดีมากๆ สำหรับลูกค้า
2.) งานเรามีความ Creative สูง คือทำ Workshop กับลูกค้าเลยว่า อยากได้ Story แบบไหน ถึงจะเหมาะกับแบรนด์
3.) เรามีความยืดหยุ่นมาก... คุยๆ แล้วโอเค ก็จบงาน จบราคากันได้เลย
4.) เราตอบโจทย์ให้แบรนด์ได้ ถ้าเน้นกลุ่มผู้ชาย วัยทำงานและมหาลัย... แบบยื่นให้ถึงมือเลย

นี่แหละครับ... ข้อดีตอนที่ขายเล่ม Mock Up

ต่อมา... เราเริ่มมองที่การสร้างฐานผู้อ่านก่อนที่จะออกเล่มแรก...

ผมมองเป็น Online Marketing ก่อนเลยครับ... เหมาะกับเรามากที่สุด 

เราลุยกันที่ Facebook ก่อนเลย... http://www.facebook.com/Fuummag
อัพเดทรูปมันส์ๆ กันทุกวัน... ตอนนี้ก็มีคนตามจะ 8,000 Likes แล้วครับ (ตั้งเป้าไว้ที่ 100,000 Likes สิ้นปีนี้ครับ)

และก็ต่อด้วย Youtube Marketing...


มันส์มากครับ... เบื้องหลังการถ่ายนางแบบปกแรก ^^

เรามีทำแคมเปญเฟสบุ๊คออนไลน์ด้วย... "FUUM Signature" ครับ
ด้วยคอนเซ็ป... "ใครหน้าตาดี เราจะเข้าไปทำความรู้จักทันทีคร้าบบบบ ^^"

ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี...

ตอนนี้ทางทีมงานกำลังเตรียมทำ Viral Marketing และ TV Online กันอยู่... เพื่อโปรโมทผ่าน Youtube ที่เข้าถึงคนได้ทั่วประเทศและทั่วโลก... โปรดติดตามครับ
.
.
.
นอกจากนี้ก็มีแผนสื่อสารการตลาดอีกมากมาย ที่เตรียมไว้... งานนี้ ทุ่มสุดฝีมือครับ

สำหรับผม... ผมมอง FUUM คือโอกาส ณ ตอนนี้ และจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศในอนาคต

พวกผม... ลงแรง ลงไอเดีย กันเยอะมาก... เงินก็สำคัญครับ... แต่เราก็ใช้กันอย่างที่ใครๆ ก็ลงทุนได้

จริงๆ แล้ว ที่ผมตัดสินใจ "ทุ่มสุดตัว" ก็เพราะผมอยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง ดังนี้ครับ...

- ถ้าเราไม่ได้เอาเงินเป็นที่ตั้งในการทำธุรกิจ... มันจะไปได้ไหม

- ถ้าเรามีความตั้งใจ มีความพยายาม มีความอดทน มีความมุ่งมั่นจริง... มันจะเพียงพอไหมในการทำธุรกิจส่วนตัว

- ถ้าเราใช้งบสื่อสารการตลาดแบบจำกัดมากๆ... เราจะทำให้มันดังได้ไหม

- ถ้าเรานำความรู้ ทฤษฎี และหลักการตลาดทางการตลาด... มาทำจริง... มันจะเป็นยังไง มันจะเหมือนที่เราคิดไหม มันจะต้องปรับอะไรบ้าง และอะไรที่มันจะเวิร์ค
นี่แหละครับ... ที่ผมอยากพิสูจน์ให้คนรุ่นใหม่เห็น !!!

เบื้องหลังยังมีเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจแฝงอยู่อีกเยอะ เช่น เรื่องการกำหนดจุดยืนของ FUUM การสร้างแบรนด์ของ FUUM (โดยเฉพาะ FUUM Personality) การกำหนดส่วนผสมทางการตลาด แผนสื่อสารการตลาด แผนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และแผนการขาย เป็นต้น

ทุกๆ เรื่องราวสนุกมากครับ... และผมดีใจจริงๆ ที่คิดอยากจะพิสูจน์สมมุติฐานข้อต่างๆ ที่ตั้งไว้ในใจมานาน
.
.
.
ไม่น่าเชื่อนะครับ... "ทุกอย่างเริ่มที่ก้าวแรก... ก้าวเล็กๆ จริงๆ"

ผมทำได้... เพื่อนๆ ก็ทำได้ครับ

เชื่อผม... ลุยเลย ^^

Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

Basic Marketing #3: วิเคราะห์สถานการณ์ด้วย... 5C

ในการวางแผนการตลาด... อันดับแรกต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้เป็นก่อน...


ซึ่งเราสามารถใช้ 5C Analysis... ได้ในการวิเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วย...

Company - บริษัท

Competitor - คู่แข่ง

Customer - ลูกค้า

Collaborator - ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

Climate - บรรยากาศภายนอก
.
.
.
วันนี้ผมขอเริ่มที่การวิเคราะห์ตัวเราเองหรือ Company ก่อนนะครับ

การวิเคราะบริษัทควรเริ่มจาก...

การวิเคราะห์ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix, 4Ps) ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย 

1. ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)

  * ผลิตภัณฑ์มีอะไรบ้าง

  * ผลิตภัณฑ์มียอดขายที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีอัตราเติบโตในแต่ละปีเท่าไหร่

  * รูปแบบของธุรกิจ (Business Types) เป็นอย่างไร

  * วงจรผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) เป็นอย่างไร

  * กลุ่มผลิตภัณฑ์ (BCG Matrix Model) เป็นอย่างไร

  * ภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) ในตลาด เป็นอย่างไร

   * ผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นกว่าของคู่แข่งหรือไม่ ลูกค้าพึงพอใจหรือไม่

2. ด้านราคา (Price) ราคาเทียบตลาดเป็นอย่างไร  เหมาะสมหรือไม่ สูงหรือต่ำเกินไปหรือไม่

3. ด้านสถานที่ (Place) สะดวกกับลูกค้าไหม ครบทุกช่องทางที่สามารถจัดจำหน่ายสินค้าไหม

4. ด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ได้ทำอะไรไปบ้าง ผลลัพธ์เป็นอย่างไร
.
.
.
ถ้าเราวิเคราะหฺ์ได้ตามนี้... เราก็จะเข้าใจสถานการณ์และศักยภาพของตัวเราเองหรือบริษัทได้มากขึ้น

ก่อนจะจากเรามาดูเรื่องรูปแบบของธุรกิจ (Business Types) ทิ้งท้ายกันก่อนครับ... ว่ามีอะไรบ้างครับ

มีทั้งหมด 4 แบบครับ...

B2B หรือ Business to Business เป็นการค้าขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ เช่น การขายคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัท

B2C หรือ Business to Consumer เป็นการค้าขายระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค เช่น การขายน้ำอัดลมให้กับผู้บริโภค

B2G หรือ Business to Government เป็นการค้าขายระหว่างธุรกิจกับข้าราชการ เช่น การขายรถดับเพลิงให้กับหน่วยงานราชการ

C2C หรือ Consumer to Consumer เป็นการค้าขายระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค เช่น เราขายนาฬิกามือสองให้กับเพื่อน

ซึ่งการทำธุรกิจไม่ได้จำกัดรูปแบบแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง... 

แต่สามารถผสมผสานได้หลายอย่าง เช่น บริษัทคอมพิวเตอร์สามารถนำเสนอขายเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ได้ทั้งผู้บริโภค (B2C) บริษัท (B2B) และหน่วยงานข้าราชการ (B2G)
และสำหรับการทำตลาด… ก็สามารถใช้ได้กับทุกกลุ่มเช่นเดียวกัน

หากท่านผู้อ่านสนใจรับฟังหลักการวิเคราะห์สถานการณ์ 5C Analysis เพิ่มเติม... สามารถรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ




ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
.
.
ครั้งหน้าเตรียมพบกับ... การวิเคราะห์วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) กันต่อได้เลยครับ
หรือไปหาดูข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือ Marketing for Work... งานตลาด ได้เลยครับ ครบ !!!



แล้วพบกันใหม่ เร็วๆ นี้ครับ ^^

Wikran M,


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่...