วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

Free Copy Marketing: FUUM Mag

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกท่าน...

วันนี้ผมมีเรื่องราวดีๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ

เมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา... ผมมีความคิดอยากที่จะทำนิตยสารกับเพื่อนๆ

โดยความคิดผมง่ายมากครับ... ผมเห็นโอกาสทางการตลาดที่ว่า...

"ทำไม Free Copy (นิตยสารแจกฟรี) ไม่มี For Men"

ความคิดง่ายๆ แค่นี้แหละครับ... ที่เป็นที่มาของ FUUM
นี่คือ... เล่มจริง เล่มแรกที่จะแจกวันศุกร์ที่ 18 ม.ค. 2556 นี้ครับ

พอมีไอเดียปุ๊ป... ผมไม่รอช้าเริ่มชวนเพื่อนๆ เลย

เพื่อนๆ ที่เป็นหุ้นส่วนก็เก่งมาก งาน Production ออกมาดีเยี่ยม

แต่โจทย์ต่อมาคือ... จะทำอย่างไรถึงจะขาย Sponsor ได้

เราก็เลยทำ Mock Up กันขึ้นมา... และตระเวนช่วยกันขายอย่างเต็มที่
ผมใช้ Connection ที่มีทั้งหมด ทุ่มเข้าไปให้กับเล่มนี้... 

ปิดมาได้ครับ แบรนด์ดังๆ ทั้งนั้น... ลองหาอ่านในเล่มได้ครับ

ซึ่งตอนขาย... ผมเรียนรู้ว่า การนั่งรอ การตามติด การโทรหาคนแปลกหน้า... มันต้องอดทน

แต่ก่อนผมได้แต่ให้เอเจนซี่มานั่งรอ ให้สื่อต่างๆ มารอ... เพราะผมเป็นลูกค้า

ยอมรับเลยครับ... พอลงสนามจริง ต้องปรับตัวใหม่เยอะเลย...

จะมานั่งอยู่ในหอคอยงาช้าง หรือนั่งเทียนเขียนแผน หรือนั่งดีเบทโยนงานกันในห้องประชุม... ไม่มีในสนามจริงครับ ทำให้ผมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก
.
.
.
โจทย์สำคัญที่เราตั้งกันคือ... เรามีดีอะไร สปอนเซอร์ถึงจะซื้อ

ข้อดีมีครับ... แต่ผมขอกล่าวถึงข้อด้อยก่อน...

1.) เรายังไม่ได้ออกเล่มจริง
2.) เราไม่ใช่บริษัทใหญ่ ที่มีลูกค้าอยู่แล้ว
3.) เราไม่มีฐานกลุ่มคนอ่าน

ทั้งหมดคือ... ข้อด้อย ซึ่งต้องหา "ข้อดี" มาชดเชย

ข้อดีคือ...
1.) เราขายราคาดีมากๆ สำหรับลูกค้า
2.) งานเรามีความ Creative สูง คือทำ Workshop กับลูกค้าเลยว่า อยากได้ Story แบบไหน ถึงจะเหมาะกับแบรนด์
3.) เรามีความยืดหยุ่นมาก... คุยๆ แล้วโอเค ก็จบงาน จบราคากันได้เลย
4.) เราตอบโจทย์ให้แบรนด์ได้ ถ้าเน้นกลุ่มผู้ชาย วัยทำงานและมหาลัย... แบบยื่นให้ถึงมือเลย

นี่แหละครับ... ข้อดีตอนที่ขายเล่ม Mock Up

ต่อมา... เราเริ่มมองที่การสร้างฐานผู้อ่านก่อนที่จะออกเล่มแรก...

ผมมองเป็น Online Marketing ก่อนเลยครับ... เหมาะกับเรามากที่สุด 

เราลุยกันที่ Facebook ก่อนเลย... http://www.facebook.com/Fuummag
อัพเดทรูปมันส์ๆ กันทุกวัน... ตอนนี้ก็มีคนตามจะ 8,000 Likes แล้วครับ (ตั้งเป้าไว้ที่ 100,000 Likes สิ้นปีนี้ครับ)

และก็ต่อด้วย Youtube Marketing...


มันส์มากครับ... เบื้องหลังการถ่ายนางแบบปกแรก ^^

เรามีทำแคมเปญเฟสบุ๊คออนไลน์ด้วย... "FUUM Signature" ครับ
ด้วยคอนเซ็ป... "ใครหน้าตาดี เราจะเข้าไปทำความรู้จักทันทีคร้าบบบบ ^^"

ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี...

ตอนนี้ทางทีมงานกำลังเตรียมทำ Viral Marketing และ TV Online กันอยู่... เพื่อโปรโมทผ่าน Youtube ที่เข้าถึงคนได้ทั่วประเทศและทั่วโลก... โปรดติดตามครับ
.
.
.
นอกจากนี้ก็มีแผนสื่อสารการตลาดอีกมากมาย ที่เตรียมไว้... งานนี้ ทุ่มสุดฝีมือครับ

สำหรับผม... ผมมอง FUUM คือโอกาส ณ ตอนนี้ และจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศในอนาคต

พวกผม... ลงแรง ลงไอเดีย กันเยอะมาก... เงินก็สำคัญครับ... แต่เราก็ใช้กันอย่างที่ใครๆ ก็ลงทุนได้

จริงๆ แล้ว ที่ผมตัดสินใจ "ทุ่มสุดตัว" ก็เพราะผมอยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง ดังนี้ครับ...

- ถ้าเราไม่ได้เอาเงินเป็นที่ตั้งในการทำธุรกิจ... มันจะไปได้ไหม

- ถ้าเรามีความตั้งใจ มีความพยายาม มีความอดทน มีความมุ่งมั่นจริง... มันจะเพียงพอไหมในการทำธุรกิจส่วนตัว

- ถ้าเราใช้งบสื่อสารการตลาดแบบจำกัดมากๆ... เราจะทำให้มันดังได้ไหม

- ถ้าเรานำความรู้ ทฤษฎี และหลักการตลาดทางการตลาด... มาทำจริง... มันจะเป็นยังไง มันจะเหมือนที่เราคิดไหม มันจะต้องปรับอะไรบ้าง และอะไรที่มันจะเวิร์ค
นี่แหละครับ... ที่ผมอยากพิสูจน์ให้คนรุ่นใหม่เห็น !!!

เบื้องหลังยังมีเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจแฝงอยู่อีกเยอะ เช่น เรื่องการกำหนดจุดยืนของ FUUM การสร้างแบรนด์ของ FUUM (โดยเฉพาะ FUUM Personality) การกำหนดส่วนผสมทางการตลาด แผนสื่อสารการตลาด แผนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และแผนการขาย เป็นต้น

ทุกๆ เรื่องราวสนุกมากครับ... และผมดีใจจริงๆ ที่คิดอยากจะพิสูจน์สมมุติฐานข้อต่างๆ ที่ตั้งไว้ในใจมานาน
.
.
.
ไม่น่าเชื่อนะครับ... "ทุกอย่างเริ่มที่ก้าวแรก... ก้าวเล็กๆ จริงๆ"

ผมทำได้... เพื่อนๆ ก็ทำได้ครับ

เชื่อผม... ลุยเลย ^^

Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

Basic Marketing #3: วิเคราะห์สถานการณ์ด้วย... 5C

ในการวางแผนการตลาด... อันดับแรกต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้เป็นก่อน...


ซึ่งเราสามารถใช้ 5C Analysis... ได้ในการวิเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วย...

Company - บริษัท

Competitor - คู่แข่ง

Customer - ลูกค้า

Collaborator - ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

Climate - บรรยากาศภายนอก
.
.
.
วันนี้ผมขอเริ่มที่การวิเคราะห์ตัวเราเองหรือ Company ก่อนนะครับ

การวิเคราะบริษัทควรเริ่มจาก...

การวิเคราะห์ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix, 4Ps) ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย 

1. ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)

  * ผลิตภัณฑ์มีอะไรบ้าง

  * ผลิตภัณฑ์มียอดขายที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีอัตราเติบโตในแต่ละปีเท่าไหร่

  * รูปแบบของธุรกิจ (Business Types) เป็นอย่างไร

  * วงจรผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) เป็นอย่างไร

  * กลุ่มผลิตภัณฑ์ (BCG Matrix Model) เป็นอย่างไร

  * ภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) ในตลาด เป็นอย่างไร

   * ผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นกว่าของคู่แข่งหรือไม่ ลูกค้าพึงพอใจหรือไม่

2. ด้านราคา (Price) ราคาเทียบตลาดเป็นอย่างไร  เหมาะสมหรือไม่ สูงหรือต่ำเกินไปหรือไม่

3. ด้านสถานที่ (Place) สะดวกกับลูกค้าไหม ครบทุกช่องทางที่สามารถจัดจำหน่ายสินค้าไหม

4. ด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ได้ทำอะไรไปบ้าง ผลลัพธ์เป็นอย่างไร
.
.
.
ถ้าเราวิเคราะหฺ์ได้ตามนี้... เราก็จะเข้าใจสถานการณ์และศักยภาพของตัวเราเองหรือบริษัทได้มากขึ้น

ก่อนจะจากเรามาดูเรื่องรูปแบบของธุรกิจ (Business Types) ทิ้งท้ายกันก่อนครับ... ว่ามีอะไรบ้างครับ

มีทั้งหมด 4 แบบครับ...

B2B หรือ Business to Business เป็นการค้าขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ เช่น การขายคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัท

B2C หรือ Business to Consumer เป็นการค้าขายระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค เช่น การขายน้ำอัดลมให้กับผู้บริโภค

B2G หรือ Business to Government เป็นการค้าขายระหว่างธุรกิจกับข้าราชการ เช่น การขายรถดับเพลิงให้กับหน่วยงานราชการ

C2C หรือ Consumer to Consumer เป็นการค้าขายระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค เช่น เราขายนาฬิกามือสองให้กับเพื่อน

ซึ่งการทำธุรกิจไม่ได้จำกัดรูปแบบแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง... 

แต่สามารถผสมผสานได้หลายอย่าง เช่น บริษัทคอมพิวเตอร์สามารถนำเสนอขายเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ได้ทั้งผู้บริโภค (B2C) บริษัท (B2B) และหน่วยงานข้าราชการ (B2G)
และสำหรับการทำตลาด… ก็สามารถใช้ได้กับทุกกลุ่มเช่นเดียวกัน

หากท่านผู้อ่านสนใจรับฟังหลักการวิเคราะห์สถานการณ์ 5C Analysis เพิ่มเติม... สามารถรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ




ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
.
.
ครั้งหน้าเตรียมพบกับ... การวิเคราะห์วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) กันต่อได้เลยครับ
หรือไปหาดูข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือ Marketing for Work... งานตลาด ได้เลยครับ ครบ !!!



แล้วพบกันใหม่ เร็วๆ นี้ครับ ^^

Wikran M,


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Basic Marketing #2: แผนการตลาด... Marketing Plan

สำหรับนักการตลาดทุกคน... แผนการตลาด หรือ Marketing Plan ถือว่ามีความสำคัญมาก

เพราะก่อนที่จะลงมือทำอะไรก็ตาม... ต้องเริ่มจากการวางแผนก่อนเสมอ


สำหรับแผนการตลาด... สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วนสำคัญ ดังนี้ครับ...

1.) การวิเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis)

2.) การตั้งวัตถุประสงค์ (Objectives)

3.) การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy)

4.) การกำหนดแผนดำเนินการ (Action Plan)

5.) การประเมินผล (Evaluation)

โดยแต่ละส่วนล้วนมีรายละเอียดสำคัญ ที่ต้องเข้าใจ คือ...

การวิเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis)... เป็นสิ่งแรกที่นักการตลาดต้องทำเวลาวางแผน ไม่ใช่เดาสุ่ม นั่งเทียนคิดไปเอง เพราะฉะนั้นต้องหาข้อมูลมาเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ให้ได้

หาข้อมูล >>> วิเคราะห์สถานการณ์ >>> สรุปการวิเคราะห์สถานการณ์

ซึ่งจะหาข้อมูลอะไร ก็ต้องรู้ก่อนว่าจะวิเคราะห์อะไรบ้าง... โดยผมมักใช้ 5C Analysis

ซึ่ง 5C ประกอบจาก Company (บริษัทเรา) - Competitor (คู่แข่ง) - Customer (ลูกค้า) - Collaborator (ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง) และ Climate (บรรยากาศ)

การวิเคราะห์บริษัท (Company) เราสามารถใช้เครื่องมือ (Tools) ได้หลายตัวเช่น Business Types, Product Life Cycle, BCG Matrix และ Marketing Mix เป็นต้น

การวิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor) ผมมักใช้เครื่องมือ (Tools) เช่น Market Share, Product Positioning และ Five-Forces Model เป็นต้น

การวิเคราะห์ลูกค้า (Customer) สามารถวิเคราะห์ได้จาก Market Size, Market Growth, Consumer Behavior, Needs & Wants, Black Box, Consumer Buying Roles และ Customer Development Process เป็นต้น

การวิเคราะห์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (Collaborator) เช่น Supplier, Distributor, Alliance และ Partner เป็นต้น

การวิเคราะห์บรรยากาศ (Climate) สามารถใช้หลัก PEST ในการวิเคราะห์ได้ โดย PEST ย่อมาจาก Political, Economic, Social และ Technology

หลังจากรู้แล้วว่าต้องวิเคราะห์อะไรบ้าง... ก็จะสามารถหาข้อมูลได้โดยวิธีการหาข้อมูลทั่วไปและการทำวิจัย (Research)

หลังจากที่หาข้อมูล วิเคราะห์ 5C แล้ว... จึงจะมาสรุปการวิเคราะห์ด้วย SWOT และ TOWS Matrix

ซึ่งจากข้อมูลที่เราได้จากการสรุปการวิเคราะห์สถานการณ์จะนำไปตั้งเป็นวัตถุประสงค์ (Objectives)

โดย Objectives สามารถตั้งได้ด้วยหลัก SMART - Specific, Measurable, Achievable, Realistic และ Timeline

หลังจากตั้งวัตถุประสงค์หรือ Objectives เสร็จ... ก็จะมากำหนดกลยุทธ์ (Strategy) ที่จะมาทำให้บริษัทบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้

Strategy หรือกลยุทธ์... จะเน้นไปทางกลยุทธ์การตลาด 4 ตัวนี้

STP >>> Branding >>> Marketing Mix >>> IMC

ซึ่งในแต่ละตัวก็จะมีรายละเอียดและกลยุทธ์ปลีกย่อยที่ต้องทำการศึกษาต่อไป...

นอกจากนั้นก็มีกลยุทธ์การตลาด CRM และ CSR ที่มองข้ามไม่ได้ด้วย

หลังจากกำหนดกลยุทธ์เสร็จ... ก็มากำหนดแผนดำเนินการ (Action Plan) ต่อ

Action Plan ประกอบด้วย... Tasks & Description, Timeline, Budget และ Responded By

ในส่วนของแผนดำเนินการต้องลงรายละเอียดให้ได้มากที่สุด... เพื่อลดความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นตอนลงมือปฏิบัติ (Implementation) ตามแผนงาน (Plan) ที่กำหนดไว้

หลังจากกำหนด Action Plan เสร็จแล้ว... ก็จะมาถึงขั้นตอนสุดท้ายของการวางแผน นั่นก็คือ การประเมินผล (Evaluation)

ซึ่งการประเมินผลประกอบด้วย... Assessment, Measuring Criteria, Tracking & Report, KPI และ Balanced Scorecard ครับ... โดยหลักของการประเมินผลคือ ทำให้ผู้ปฏิบัติได้ตรวจสอบตัวเองว่า... ที่ทำไปมาถูกทางหรือไม่ ได้ตามเกณฑ์ที่ต้องการหรือปล่าว และจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ เป็นต้น
.
.
.
ทั้งหมดนี้คือ รายละเอียดโดยสังเขปของการวางแผน (Planning) ครับ

เมื่อเราวางแผนเสร็จ สิ่งสำคัญคือนำเสนอแผน... พร้อมของบประมาณ (Budget) ตามแผนที่เสนอไป

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมานั่งคุยกันเยอะเรื่องตัวเลขงบประมาณนี่แหละครับ... ถ้าผู้บริหารมองว่ามากไป ก็จะขอปรับลดลง... ซึ่งเราก็ต้องกลับมาปรับแผนการตลาดใหม่ และนำเสนออีก จนกว่าจะได้รับการอนุมัติ

เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว... แผนนั้นถึงจะเรียกว่า แผนการตลาด หรือ Marketing Plan จริงๆ ครับ

ในกรณีที่คนทำเป็นเจ้าของธุรกิจเองก็จะง่ายหน่อย... เพราะระหว่างที่ทำแผนและงบประมาณก็จะระมัดระวัง รอบคอบอยู่แล้ว... เพราะมันเป็นเงินเราเองนี่ครับ ต้องใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดถึงจะยอมใช้ ฮา ^^

สุดท้ายนี้ผมมีความตั้งใจที่จะเขียนรายละเอียดของเครื่องมือ (Tools) ที่ได้นำเสนอไปและที่ยังไม่ได้เสนอเช่น  Business Types, Product Life Cycle, BCG Matrix, Market Share, Product Positioning, Five-Forces Model, Market Size, Market Growth, Needs & Wants, Black Box, Consumer Buying Roles, Customer Development Process, SWOT, TOWS Matrix, STP, Branding, Marketing Mix, IMC, CRM, CSR และตัวอื่นๆ อีกหลายตัวที่จำเป็นต่อการวางแผนการตลาด

หากท่านผู้อ่านสนใจรับฟังหลักการวางแผนการตลาด (Marketing Plan) เพิ่มเติม... สามารถรับฟังได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ



ติดตาม MarKeTing InDeed ClassRoom (MIC) ได้ทั้งหมด... ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุดได้ที่ Link นี้ครับ...

ห้องเรียนการตลาด MarKeTing InDeed ClassRoom - Youtube
.
.
.
โดยผมจะนำเสนอในหัวข้อ Basic Marketing ไปที่ละตัวๆ ... แต่ถ้าท่านผู้อ่านท่านใด สนใจอยากศึกษาเลย เพราะต้องเอาไปใช้ในการทำแผนการตลาดของบริษัทละก็... ลองหาอ่านได้จากหนังสือ Marketing for Work... งานตลาด วางจัดจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป เช่น ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และแพร่พิทยา เป็นต้น... หนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาครบถ้วนกระบวนทัศน์... แบบนำไปใช้วางแผนการตลาดได้เลย รวมถึงมีการแนะนำการนำแผนไปปฏิบัติด้วย... ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ผมเป็นคนเขียนเองครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะมันคือหนังสือ How to และ Step by Step ที่เข้าใจได้ง่าย และนำไปใช้ได้จริง ตอนนี้ก็พิมพ์ครั้งที่ 3 ไปแล้วน้อ... หลังจากออกมา 2 เดือนเป็นปลื้มจริงๆ ครับ ^^

ปกเป็นแบบนี้ครับ...


แต่สำหรับท่านผู้อ่านที่อยากจะอ่านจากบล๊อกผมต่อ... รับรองก็ไม่ผิดหวังเช่นกันครับ เพราะจะเขียนครบถ้วน พร้อมยกตัวอย่างใหม่ๆ ประกอบด้วย... รอติดตามกันได้เลยคร้าบบบ ^^

แล้วเจอกันเร็วๆ นี้ครับ

Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Sexy Marketing: การตลาดเกินห้ามใจ (Axe, PTT & Air Asia)

การมองเรื่อง Sex สามารถมองได้ 2 แบบคือ...

มองแบบ "Sexy" ... เซ็กซี่ มีเสน่ห์ ดึงดูดเพศตรงข้าม

มองแบบ "Porn" ... โป๊ ทำให้เกิดอารมณ์แบบดิบๆ ตรงๆ 

ซึ่งการทำโฆษณาหรือสื่อการตลาดใดๆ ก็ตาม มักจะเน้นให้ออกในรูปแบบ Sexy มากกว่าแบบดิบๆ ที่เป็น Porn

สาเหตุที่ใช้ความเซ็กซี่ในการทำตลาด แน่นอนว่าคือ... เพื่อดึงดูดผู้คนให้สนใจกับแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ... รวมถึงการปรับเปลี่ยนแบรนด์ให้ดูทันสมัยขึ้น มีเสน่ห์น่าค้นหามากขึ้น และดูเป็นหนุ่มเป็นสาวมากขึ้น

Axe... เจ้าพ่อ Sexy Marketing ในตลาดผลิตภัณฑ์ For Men หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย

Axe ไม่เคยทำโฆษณาแนวลามกหรือ Porn แต่จะเป็นแนว Creative Sexy ตลอด... ซึ่งทำให้แบรนด์แข็งแกร่งและมีเสน่ห์ ถูกใจหนุ่มๆ กลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก

PTT หรือ ปตท. ใช้ Sexy Marketing เปลี่ยนจุดยืนแบรนด์ให้ดูทันสมัยเข้ากับคนรุ่นใหม่ได้

จาก Blue Innovation Campaign ที่กวาดมาหลายรางวัล และสร้างแบรนด์ PTT ให้แข็งแกร่งและดูทันสมัยขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับ Campaign นี้ ต้องขอชมผู้บริหารของปตท. จริงๆ ครับ ว่า "กล้าและใจถึงมาก" เพราะการที่กล้าตัดสินใจทำแคมเปญออกมา Sexy + Grand ขนาดนี้... ต้องผ่านมรสุมพวกหัวอนุรักษ์นิยมในองค์กรมาอย่างแน่นอน... แต่สุดท้ายผลที่ออกมา... Re-Brand ได้สำเร็จ เป็นที่น่าประทับใจจริงๆ ครับ ปรบมือดังๆ ให้เลย

Air Asia... เซ็กซี่ได้ด้วยสายตา
ผมชอบอย่างหนึ่งใน Ads โฆษณาของ Air Asia คือมันดูเซ็กซี่นะครับ แต่ไม่เคยเปิดไหล่ โชว์หน้าอก หรือหมิ่นเหม่ไปทางยั่วยวนทางเพศเลย... แต่ดูแล้วมัน Sexy มีระดับจริงๆ
ขอชมทีมงาน Production ทั้งคนถ่าย คนเลือก Model และช่างแต่งหน้า Make Up Stylist ครับ... ทำออกมาแล้ว สุดยอดจริงๆ
.
.
.
สุดท้ายก็ขอจบด้วยงาน Event ต่างๆ ในบ้านเรา ที่สมัยนี้ต้องใช้ Sexy Marketing อย่างจริงจัง โดยออกมาในรูปแบบของน้องๆ Pretty ที่ต้องแต่งตัวกันสุดยอด เพื่อดึงดูดหนุ่มๆ ให้เข้าบูธ มาสนใจกันให้ได้มากที่สุดครับ มาดูกันเลย...

เริ่มจากงาน Motor Show... จุดเริ่มต้นของ Pretty ในบ้านเรา
งาน Bangkok International Game Festival หรือเรียกย่อๆ ว่า งาน BIG Fes ...
BIG Fes เป็นงานมหกรรมเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบ้านเรา... ในเมื่องานมันใหญ่ ก็ต้องจัดอาวุธหนักในงานกันหน่อย น้องๆ ไม่แพ้งาน Motor Show เลยทีเดียว
ก็ประมาณนี้ครับ... สำหรับ Sexy Marketing ฝากไว้ว่า "ระวัง อย่าข้ามเกินไปดินแดนของ Porn" นะครับ เพราะจะทำให้แบรนด์ภาพลักษณ์ไม่ดีและคุณค่าของแบรนด์จะดูตกต่ำลงอย่างน่าเสียดาย

แล้วพบกันใหม่ เร็วๆ นี้ครับ
Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 


วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Youtube Marketing: VRZO, iScream & เสือร้องไห้

เพื่อนๆ เชื่อไหมครับว่า...

"ยุคนี้ Youtube กลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก"

ผมเชื่อครับ... ถ้าเป็นสมัยก่อนใครคิดจะทำอะไร ที่จะสื่อสารถึงตลาด Mass

สำคัญที่สุด คุณต้องมีเงินซื้อสื่อและสื่อที่เวิร์คก็พวก TV, Radio, Newspaper, Magazine และ Billboard

แต่พอมาปัจจุบัน Youtube กลายมาเป็นสื่อ Mass สำหรับคนรุ่นใหม่

คิดง่ายๆ นะครับ ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มนักเรียน กลุ่มนักศึกษา กลุ่ม First Jobber กลุ่ม White Collar ล้วนมี Lifestyle ที่เสพสื่อโลกออนไลน์มากกว่าโลกแห่งความจริง

- ดูละครไม่ทัน... ก็หาใน Youtube ดู

- อยากดู MV... ก็หาใน Youtube ดู

- อยากดูวิธีทำอาหาร... ก็หาใน Youtube ดู

- อยากดูดาราคนนี้... ก็หาใน Youtube ดู

ฯลฯ

ผมเคยเขียนบทความไปแล้วในเรื่อง Viral Marketing และ Celeb Online

ว่ามีหลายแบรนด์และหลายคนที่เกิดเพราะ Youtube...

อย่างนี้จะให้มองข้ามได้ยังไงครับ...

Youtube กลายมาเป็นช่องทางแบบสื่อทีวี ที่ใครอยากจะพูด อยากจะกล่าว อยากจะสร้างอะไร ก็ทำได้หมด

สุดท้ายผู้คนจะเป็นคนตัดสินจาก Views และ Likes !!!

ถ้าคุณอยากทำการตลาดผ่าน Youtube หรือ Youtube Marketing... คุณไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลยสักบาทในการซื้อสื่อ

และต่อให้คุณมีเงินเป็นล้านๆ อยากทำ Youtube Marketing... ผมก็เห็นมีหลายแบรนด์ที่ลงทุนค่าผลิตไปเยอะ แต่ทำออกมาแล้วมีคนดูแค่หลักร้อย หลักพัน ก็มีเยอะแยะไป

เพราะฉะนั้นเกมของ Youtube Marketing จึงเป็นเกมที่ Fair Play ที่สุดคือ เงินไม่ใช่ตัวตัดสินและไม่ใช่แต้มต่อสำคัญ
.
.
.
วันนี้ผมจะไม่พูดถึงศิลปินที่ดังจาก Youtube เพราะเคยกล่าวมาแล้วและมีเยอะ เช่น Room39, ILLSLICK และ จ๊ะ คันหู หรือคนที่ดังจาก Youtube เช่น บี๋ The Ska และโคม ปะการัง

แต่วันนี้เราจะมาดูกันกับรายการที่ดังจาก Youtube ครับ...

ซึ่งผมมองว่ามันยากนะ เพราะถ้าเป็นรายการแล้วมีคนดูเยอะๆ แสดงว่างานคุณดีเทียบเท่าหรือดีกว่ารายการในช่องฟรีทีวีด้วยซ้ำไป
.
.
.
อันดับที่ 1

แน่นอนครับว่า ต่องเป็น VRZO... ผมก็รู้จักรายการนี้จาก Youtube เหมือนกัน จริงๆ เค้าออกในเคเบิลทีวี

VRZO เริ่มเป็นที่สนใจจากคลิปเชียงใหม่ เชิญชมครับ...



และมาดังสุด ตอนคลิปน้องทับทิมเต้น Ma Boy !!!



หลังจากนั้นก็ติดลมบนยาวววว... ได้ข่าวสปอนเซอร์เยอะมากและขายแพงด้วยนะ ไม่ได้ถูกๆ... ต้องขอชมทีมงานทุกคนเลยครับว่า "เก่งมากน้อง คอนเซ็ปรายการดี ทำออกมาได้แหวกแนวดีจริงๆ"

ต่อมาอันดับ 2... ลักษณะเดียวกันกับ VRZO คือออกรายการในช่องเคเบิล แต่เฉยๆ ... มาดังก็จาก Youtube นี่แหละครับ กับรายการเสือร้องไห้

และต้องขอพูดตรงๆ อีกเช่นกัน ว่าผมก็รู้จักรายการนี้จาก Youtube เริ่มจาก...

ทำเพลงเลียนแบบกัมนังสไตล์ แต่ทำเป็นกำนันสไตล์ ฮามาก



ตอนนี้ก็จะ 24 ล้านวิวแล้ว สุดยอด... ไม่พอครับ เค้ายังเกาะกระแสแรงเงาด้วยความคิดสร้างสรรค์สุดเจ๋ง



และอันดับสุดท้ายที่ผมว่ามาแรงมากๆ และขอชื่นชมจริงๆ ว่าทีมงานทำได้ดีมากกับรายการ iScream ผ่านเวบไซด์ ihere.TV ซึ่งหาดูได้จาก Youtube เช่นกันครับ



รายการแรกออกแนวบุกบ้านผี... ฮาๆ เกรียนๆ ซึ่งก็มีคนติดตามกันเยอะ และที่ผมประทับใจคือ... อีกรายการของ ihere.TV มาดูกันครับ ฮามากมายจริงๆ



ทั้งหมดคือ ตัวอย่างของกระแสรายการยุคใหม่ครับ... ที่อีกไม่นานคงเป็นที่นิยมมากกว่ารายการฟรีทีวีที่ไม่ปรับปรุงตัวอย่างแน่นอน

เท่าที่ดูมาทั้งหมด สังเกตเห็นอะไรไหมครับ... ผมว่าหลักของ Youtube Marketing ถ้าจะทำให้ดังละก็ มีดังนี้ครับ...

1.) ต้องกล้าที่แหวก กล้าที่จะทำ กล้าที่จะเพี้ยน

2.) ต้องมีลูกฮาเยอะๆ

3.) อยากดังเปรี้ยงๆ ต้องเกาะกระแสเป็น และทำออกมาได้ในแบบฉบับของตัวเอง

4.) รายการต้องสดใหม่ ไม่ซ้ำทางใคร

5.) พิธีกรสำคัญมาก ต้องมีคาแรกเตอร์ขายได้ คนชอบ คนจำได้
.
.
.
หลักๆ ก็ประมาณนี้ครับ กับ Youtube Marketing ใครสนใจก็ลองดูได้เลย...

"คิดให้แหวก ทำให้แปลก" ... คุณก็สำเร็จได้จาก Youtube Marketing ครับ ^^

Wikran M.



ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 




วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ฉลอง 100,000 Views แรก ... ด้วย Top 10 สิบบทความคร้าบบบ

ในที่สุดบล๊อก Marketingforexp. ก็มียอด Views ครบ 100,000 แรก...

ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณทุกๆ ท่านมากๆ ครับที่ติดตาม...

และเพื่อเป็นการฉลอง ผมจึงขอนำเสนอ 10 บทความที่มียอดคนดูสูงสุดจากบทความทั้งหมดของผมครับ ^^
.
.
.
อันดับที่ 1 ได้แก่ ... "Pub Marketing: อยากเปิดผับให้ดัง ทำยังไง"
อันดับที่ 2 ได้แก่ ... "Mantra Marketing: เพลินวาน (หัวหิน), Primo Posto & Palio (เขาใหญ่) และศรีพันวา (ภูเก็ต)"
อันดับที่ 3 ได้แก่ ... "โออิชิ วุฒิศักดิ์ บ้านไร่กาแฟ... S.F. Awards Part II"
อันดับที่ 4 ได้แก่ ... "Sometimes Fail Awards: 10 Brands ... ภาค 1/3"
อันดับที่ 5 ได้แก่ ... "ควายทอง: จากแบรนด์ Underdog สู่ Well-Known Local Brand"
อันดับที่ 6 ได้แก่ ... "ยากูซ่า ... ชาคูลล์ซ่า ... Chakuza"
อันดับที่ 7 ได้แก่ ... "BLACK MARKETING by ไมเคิล ซาเฟล"
อันดับที่ 8 ได้แก่ ... "น้ำทิพย์: Green Marketing "เลือก ดื่ม บิด" ใครได้ ใครเสีย"
อันดับที่ 9 ได้แก่ ... "Celebs ออนไลน์... 5 ซุปตาร์ในวงการ"
อันดับที่ 10 ได้แก่ ... "แบรนด์ Brands ... คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ"
ก็จบกันไปแล้วกับ 10 บทความที่มียอดผู้ชมสูงสุดนะครับ... ลองติดตามอ่านกันดูครับ

ผมยินดีมากและเป็นกำลังใจที่ดีมากๆ ในการเขียนบล๊อกของผมครับ
.
.
.
ก่อนจากก็ขอแนะนำผลงานเขียนเรื่องราวการตลาดของผม ดังนี้ครับ

Year 2006 - ตอนนั้นกำลังศึกษาป.โท ด้านการตลาดอยู่ที่ Australia ผมก็ได้เริ่มเขียนบล็อกแรกในชีวิตก็คือ ... บล๊อก MarKeTing InDeeD หรือ Marketingindeed.exteen.com ครับ

Year 2012 - เขียนหนังสือการตลาดเล่มแรกในชีวิต "Marketing for Work... งานตลาด" ล่าสุดก็พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วครับ

Year 2012 - เขียนเรื่องเล่าการตลาดผ่าน Facebook.com/MarKeTingInDeeD ครับ
.
.
.
ปีหน้า ฤกษ์งาม ยามดี... คงมีหนังสือการตลาดมันส์ๆ เล่มที่ 2 ตามมาครับ... ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ ^^

Wikran M.


ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่... 





วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Service Marketing: แบรนด์ MK สุกี้ Vs 7-11

ในบ้านเรา แบรนด์ที่ผมจัดว่ามีการบริการที่ดีเยี่ยมที่สุดและต่อเนื่องที่สุด

ก็คือ แบรนด์ MK สุกี้ หรือชื่อเต็มๆ คือ MK Restaurants
ย้อนกลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว แล้วมีการสู้กันของแบรนด์สุกี้อยู่ 2 แบรนด์ใหญ่ นั่นก็คือแบรนด์ MK และ แคนตัน

ผมจำได้ว่า ไปเดินเดอะมอลล์ บางกะปี ยุคเปิดใหม่ๆ ... MK และแคนตัน สู้กันอยู่ในห้างเดียวกัน... ยุคนั้นใครก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "แคนตัน อร่อยกว่า MK เยอะ" ... และก็จริงอย่างนั้นด้วย ผมว่า แคนตันทั้งซุปในหม้อและน้ำจิ้มกินขาด MK ไปหลายขุม

ซึ่งถ้าชนกันเรื่องความอร่อยจริงๆ MK ยังแพ้แบรนด์อื่นๆ อีกหลายแบรนด์ เช่น แคนตัน นีโอ หรือแม้แต่สุกี้ห้องแถว

แต่ MK ก็ใช้กลยุทธ์การตลาด โดยเน้นการโฆษณาทีวี... ซึ่งเกือบทุกแคมเปญก็จะมีพนักงานร้านเข้าร่วมและมีเพลงประกอบ (เพลงน่ารัก จำง่าย) เพื่อบ่งบอกถึงความตั้งใจจริงในการให้ "บริการที่ดีเยี่ยมของ MK"


และโฆษณาที่โด่งดัง... จนคนทั้งประเทศจำได้ขึ้นใจกับประโยค "กินอะไรๆๆ ไปกิน MK"



ก็ทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ... จนคู่แข่งหลักสู้ไม่ได้... ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนให้น้ำหนักกับ "การบริการที่ดี" มากกว่า "ความอร่อย" ครับ

และที่ผมนับถือที่สุดคือ การให้พนักงานเต้นในร้าน ประมาณว่า "ให้ลูกค้ามีความสุข สนุกสนาน ให้พนักงานดูอารมณ์ดี และแสดงให้เห็นว่า MK สนับสนุนการออกกำลังกาย" ... แต่ถ้ามองในมุมการตลาดให้ลึกเข้าไป ก็คือ การสร้างกระแส MK โดยไม่ต้องใช้เงินสักกะบาท ... ล้ำลึกสุดยอดมากๆ ครับ



ตอนนี้ MK ก็เป็นแบรนด์สุกี้อันดับ 1 ในเมืองไทย และคงเป็นไปอีกนาน... เพราะแบรนด์แข็งแรงมากและทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น และที่ผมชอบที่สุดคงเป็นเรื่องที่ MK โฆษณา แล้วไปที่ร้านก็บริการดีอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา... ผมต้องขอชมจริงๆ ว่ารักษามาตรฐานของการบริการได้อย่างดีเยี่ยมทุกครั้งที่ผมไปทานครับ
.
.
.
พอพูดถึงเรื่องการบริการที่ดีเยี่ยมและความต่อเนื่องแล้ว... ผมค่อนข้างผิดหวังกับ 7-11 ในยุคใหม่... พนักงานบริการได้แย่ลงมาก... ผมพยายามเข้าใจว่า เพราะ 7-11 ตอนนี้ขายเป็นระบบแฟรนไชส์ซะส่วนใหญ่ จึงอาจควบคุมคุณภาพการบริการได้ยาก (คือไม่ได้เป็นของ 7-11 ลงทุนทำร้านเอง แต่เป็นคนที่ซื้อแฟรนไชส์มา แล้วบริหารเอง)... แต่นั่นมันก็เรื่องภายในของเค้า ไม่เกี่ยวกับการบริการลูกค้า

ผมเจอบ่อยมาก... หน้าบูดหน้าบึ้ง ทำเสียงรำคาญ หรือลูกค้าถามก็ยุ่งกับการจัดร้านตลอดเวลา... ไม่เหมือนยุคก่อนๆ ที่บริการน่ารัก รู้สึกได้เลยว่า พนักงานทุกคนยินดีให้บริการ

หรือวันนี้ 7-11 ครองประเทศไทยแล้ว จึงไม่ใส่ใจกับคุณภาพการบริการ !!!

หรือวันนี้ 7-11 ไม่มีคู่แข่งแล้ว จึงไม่ใส่ใจกับคุณภาพการบริการ !!!

หรือวันนี้ 7-11 ให้ความสำคัญกับการขยายร้านค้า เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ จึงไม่ใส่ใจกับคุณภาพการบริการ !!!

หรือวันนี้ 7-11 ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน สร้างผลกำไร จึงไม่ใส่ใจกับคุณภาพการบริการ !!!

อย่างไรก็ตาม ผมบอกได้เลยครับว่า ถ้า 7-11 ยังไม่ฉุกคิดและควบคุมการบริการลูกค้าให้กลับมาดีเหมือนเก่า ต่อให้เป็นยักษ์ใหญ่แค่ไหน ก็ล้มได้ ... เพราะยุคนี้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินครับ และถ้าเกิดมีแบรนด์ Convenience Store แบรนด์ไหน เห็นช่องที่ 7-11 เปิดให้จู่โจมแล้วละก็ ... รีบๆ บุกกันเลยครับ เพราะผมรับรองว่า คุณจะได้ลูกค้ามาอีกเพียบแน่นอน !!!

แต่ใจลึกๆ ก็หวังว่า 7-11 จะกลับมาบริการดีเหมือนเก่านะครับ เพราะเห็นกันมานาน ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย ... ไม่อยากให้เน้นแต่โฆษณาและโปรโมชั่นเท่านั้น เข้าใจครับว่ามันง่ายที่ทำจาก Head Office กระจายสื่อไปทั่วประเทศ แล้วดึงคนเข้าร้านโดยอัตโนมัติ... แต่อย่าเปลี่ยนจุดแข็งให้เป็นจุดอ่อนเลยครับ... เพราะผมเห็นแบรนด์ที่ทำแบบนี้ เจ๊งมาเยอะแล้ว
.
.
.
สุดท้ายผมขอฝากเอาไว้ว่า การบริการหรือ Service เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในยุคนี้... เป็นการทำตลาดที่ลงทุนไม่มาก แต่ทำยากมากๆ หากไม่ใส่ใจหรือตั้งใจทำจริงครับ... ทางที่ดีควรจ้างมืออาชีพมาฝึกสอนพนักงานเลย ก็จะเร็วกว่าและดีกว่าคิดเอง ลองเอง ทำเองมากครับ เชื่อผมสิ ^^

Wikran M.

ติดตามบทความของผมต่อได้ทุกวันที่...